วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

PA715(ต่อ 2 ) การนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินผลนโยบาย

วงจรโครงการ
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมโครงการ
          การจัดทำโครงการจะสำเร็จผลได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ จะต้องเริ่มจากการจัดเตรียมโครงการให้สามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินขั้นตอนอื่นได้ต่อไป การจัดเตรียมโครงการที่ดีจะทำให้เกิดความชัดเจนและส่งผลให้เกิดโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้น โดยการจัดเตรียมโครงการเป็นการศึกษาถึงที่มาของโครงการโดยแยกออกเป็น 2 ประเด็น
1.      ปัญหา – เป็นการจัดทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาต่างๆทั้งในปัจจุบัน และปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีการจัดทำโครงการต่างๆขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
ประเภทของปัญหา  มี 3 ประเภท
          1.ปัญหาป้องกัน จะเกิดขึ้นในอนาคต ปัจจุบันยังไม่ชัดเจน มีแต่อาการ ปัญหาจะเกิดขึ้นตามสถานการณ์ของแต่ละที่หรือบริบท

2.ปัญหาขัดข้อง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต มาจนถึงอนาคตและมีผลส่งไปจนถึงอนาคต
ความต้องการ

          3.ปัญหาเรื้อรัง เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ มีการยอมรับเป็นเรื่องธรรมดา เช่นปัญหาจราจร

2.      ความต้องการ – เป็นกรจัดทำโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยงาน โดยโครงการจะตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ หรือวิสัยทัศน์ของหน่วยงานเพื่อให้หน่วยงานบรรลุวัตถุประสงค์ตามต้องการ
โดยเมื่อทราบถึงที่มา หรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินการจัดทำโครงการแล้ว การเตรียมการในลำดับต่อไปคือการทำโครงการให้เป็นลายลักษณ์อักษร คือการเขียนโครงการ มีลักษณะดังนี้
การเขียนโครงการ – เป็นวิธีการบรรยายหรือแจกแจงรายละเอียดของโครงการตามองค์ประกอบ โดยมีองค์ประกอบดังนี้
1.      ชื่อแผนงาน/ โครงการ
2.      ที่มาของโครงการ
3.      วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของโครงการ
4.      ขอบเขตการดำเนินงาน
5.      แผนปฏิบัติการ
6.      ระยะเวลาดำเนินการ
7.      ผู้รับผิดชอบโครงการ
8.      งบประมาณ
9.      ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์โครงการ
          ขั้นตอนการวิเคราะห์โครงการ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการภายใต้เงื่อนไงต่างๆ ที่ต้องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยต้องการเพื่อตัดสินใจเลือกดำเนินการ เป็นการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ เช่น ความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ การวิเคราะห์โครงการนั้น ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ดังนั้นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมาดำเนินการร่วมกัน เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และการจัดทำรายละเอียดของโรงการอย่างสมบูรณ์ โดยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินโรงการนั้น จะเน้นใน 2 ประเด็นสำคัญดังนี้
1.      การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน – เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องในด้าน อุปสงค์หรือด้านตลาด, ด้านเทคนิค, ด้านการเงิน และด้านการบริหาร
2.      การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก – เป็นการวิเคราะห์ในด้านเศรษฐกิจ, สังคม, การเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม
โดยแต่ละด้านนั้น มีรายละเอียดดังนี้
การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน
1.      ด้านอุปสงค์หรือด้านตลาด – วิเคราะห์และคาดหมายความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในการจัดทำโครงการ เพื่อให้โครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เพราะโครงการนั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
2.      ด้านเทคนิค – เป็นการวิเคราะห์ถึงกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินโครงการว่า จะใช้ทรัพยากรอย่างไรและขั้นตอนอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดต่อไป
3.      ด้านการเงิน – ตรวจสอบว่าโครงการนั้นจะมีความคุ้มค่าหรือไม่ ในส่วนของผลที่จะได้รับ และรายจ่ายที่จ่ายไป
4.      ด้านการบริหาร – พิจารณาถึงความสามารถและสมรรถนะของหน่วยงานที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการนั้น ว่าเหมาะสมหรือไม่ เช่นการใช้ตัวแบบ 7’s มาใช้ในการวิเคราะห์ด้านต่างๆเป็นต้น
การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก
1.      ด้านเศรษฐกิจ – วิเคราะห์ถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันว่าเป็นเช่นไร เหมาะสมที่จะดำเนินโครงการหรือไม่
2.      ด้านสังคม – ศึกษาถึง ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม สถาบันทางสังคม ว่าโครงการที่จะดำเนินการจัดขึ้นนั้น มีความเหมาะสมกับสภาวะทางสังคมต่างๆหรือไม่อย่างไร
3.      ด้านการเมือง – วิเคราะห์ถึงกลุ่มผลประโยชน์ นโยบายรัฐ กฎหมาย ว่าจะส่งผลเช่นไรต่อโครงการบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความราบรื่น
4.      ด้านสิ่งแวดล้อม – วิเคราะห์ว่าการดำเนินโครงการนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการ
          ขั้นตอนในการดำเนินการนั้นมีรายละเอียดที่สำคัญอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
1.      การจัดโครงสร้างองค์กร
2.      การจัดการทรัพยากรมนุษย์
3.      การอำนวยการโครงการ
4.      การควบคุมโครงการ
5.      เทคนิคการควบคุมโครงการ
โดยในแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.                  การจัดโครงสร้างองค์กร – การจัดการโครงการ ต้องมีการจัดโครงสร้างองค์การเพื่อให้เกิดระเบียบในการบริหารงานและการทำงานของกลุ่มคน และเป็นการกำหนดรูปแบบของหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารโครงการต่อไป
2.        การจัดการทรัพยากรมนุษย์ – การจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นการบริหาร คน ในทุกๆด้าน ทั้งในด้านการสรรหาและคัดเลือกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานดำเนินโครงการ ด้านการพัฒนา คน ให้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับการดำเนินโครงการ เป็นต้น
3.                  การอำนวยการโครงการ – เป็นการประสานทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้บริหารโครงการจะต้องชักจูงและชี้แนวทางให้บุคลากรในโครงการปฏิบัติเพื่อความสำเร็จของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
4.        การควบคุมโครงการ – การควบคุมโครงการนั้น เป็นเรื่องของการดำเนินการให้เกิดการกระทำที่เป็นไปตามแผน หลักการ และคำสั่งที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการนั่นเอง
5.        เทคนิคการควบคุมโครงการ – เป็นการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการควบคุมโครงการ เช่น แผนภูมิแกรนท์, แผนภูมิไมล์สโตน และเทคนิคการวิเคราะห์ข่ายงาน(PERT) เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลโครงการ

               เป็นกระบวนการในการวัดผลสัมฤทธิ์ และเก็บรวบรวมข้อมูลว่า การดำเนินโครงการทั้งหมดที่ได้ดำเนินการไปนั้น บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ มีสิ่งใดที่ต้องดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนา เพื่อให้การดำเนินโรงการในครั้งนี้และครั้งต่อไปประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
                   เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการตรวจวัดและวิเคราะห์เทคนิค กระบวนการ และผลการปฏิบัติงานโดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

PA715(ต่อ 1 ) การนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินผลนโยบาย

ความหมายของการประเมินนโยบาย
การประเมินนโยบาย คือ ขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการนโยบาย ซึ่งจะให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบาย หรือ ผลการดำเนินการตามนโยบายว่า ตอบสนองความต้องการ หรือ มีคุณค่าหรือไม่เพียงใด
l  Andersons กล่าวว่า การประเมินผลนโยบาย หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการณ์ การเปรียบเทียบผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมทีกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
l  Dye กล่าวว่า การประเมินนโยบาย หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายสาธารณะ
ความสัมพันธ์ระหว่าง นโยบาย แผนงานและโครงการ
l  โดยปกติ นโยบาย แผนงาน และโครงการจะมีความสัมพันธ์กัน 3 ลักษณะคือ
                -  ความสัมพันธ์ด้านโครงสร้าง
                -  ความสัมพันธ์ด้านวัตถุประสงค์และผลงาน และ
                -  ความสัมพันธ์ด้านบริหาร
l  ความสัมพันธ์ด้านโครงสร้าง
     -  นโยบายใดจะสามารถปฏิบัติได้ จำเป็นต้องมีแผนงานและโครงการเป็นตัวรองรับ  ตัวแผนงานจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกับการนำไปปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม และ เมื่อมีแผนงานก็ต้องมีกิจกรรมและการดำเนินการตามกิจกรรมที่กำหนดขึ้น ซึ่งส่วนมากต้องอาศัย งบประมาณ กำลังคน และเครื่องมือในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ นโยบายที่ดีต้องมีแผนงานและโครงการที่สอดรับกันรองรับ  นโยบายจึงจะบรรลุเป้าหมายและเกิดเป็นผลงานที่ชัดเจน 
l  ความสัมพันธ์ด้านวัตถุประสงค์และผลงาน
  - ตามปกติเมื่อนโยบายถูกแปลงเป็นแผนงานและโครงการ จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์หลักและวัตถุประสงค์รองในแต่ละแผนงาน และโครงการด้วย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีทิศทางของการปฏิบัติตามนโยบายที่ชัดเจน สิ่งที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งคือ วัตถุประสงค์ทั้งระดับแผนงานและโครงการต้องมีความสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
l  ความสัมพันธ์ด้านการบริหาร
   - นโยบายจะบรรลุผล ต้องมีกระบวนการบริหารแผนงานและโครงการที่ดี ปรากฏในรูปของการวางระบบงานที่ชัดเจน จัดเตรียมบุคลากรให้เหมาะสม ดูความสอดคล้องของเวลาที่มีและปริมาณแผนงาน/โครงการที่ต้องดำเนินการ รวมตลอดจนการจัดเตรียมทรัพยากรสำหรับการดำเนินการตามแผนด้วย
ความจำเป็นที่ต้องประเมินนโยบาย
l  เพื่อให้ทราบว่า แผนงาน มาตรการและโครงการสอดรับกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ ยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้หรือไม่
l  เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่องค์กรทำเกิดผลที่ต้องการ
l  เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่ดำเนินการบรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ (ผลลัพธ์)
l  เพื่อประมวลบทเรียนที่ดีที่เกิดขึ้นกับการดำเนินการตามนโยบาย
l  เพื่อนำจุดบกพร่องกลับมาแก้ไขในขณะที่ดำเนินนโยบายได้ทันท่วงที
l  เพื่อพัฒนานโยบายใหม่ให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ที่มากขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการประเมินนโยบาย
ด้านผู้ประเมิน
l  ผู้ประเมินขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่ประเมิน
l  ผู้ประเมินขาดความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ถูกต้อง
l  ผู้ประเมินวิเคราะห์ขอบเขต กรอบแนวคิด และตัวชี้วัดในการประเมินบกพร่อง
l  ผู้ประเมินออกแบบกระบวนการในการประเมินบกพร่อง
l  ผู้ประเมินขาดทักษะในการวิเคราะห์และเลือกใช้ข้อมูล
l  ผู้ประเมินเลือกใช้ข้อมูลในการรายงานผลโดยมีอคติ
การแทรกแซงทางการเมือง
l  การเมืองแทรกแซงการประเมิน เมื่อมีการคาดการณ์ว่าการประเมินจะทำให้เสียดุลของอำนาจทางการเมือง
l  การแทรกแซงทางการเมืองมักทำให้เกิด การประเมินเทียม (Pseudo-evaluation)  เป็นการประเมินเพื่อสร้างภาพ หรือการประเมินเพื่อบิดเบือนข้อมูลให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายการเมือง
l  พฤติกรรมการแทรกแซงทางการเมืองเกี่ยวกับการประเมิน
   - เลือกมอง (eye-wash)  เลือกเฉพาะโครงการที่ประสบความสำเร็จ
   - สร้างม่านบังตา (white-wash) ปกปิดความล้มเหลวโดยหลีกเลี่ยงการประเมินอย่างตรงไปตรงมา มีการใช้ข้อมูลที่ผิวเผิน หรือ เลือกใช้นักประเมินที่ขาดความชำนาญ
l  พฤติกรรมการแทรกแซงทางการเมืองเกี่ยวกับการประเมิน
   - เลือกมอง (eye-wash)  เลือกเฉพาะโครงการที่ประสบความสำเร็จ
   - สร้างม่านบังตา (white-wash) ปกปิดความล้มเหลวโดยหลีกเลี่ยงการประเมินอย่างตรงไปตรงมา มีการใช้ข้อมูลที่ผิวเผิน หรือ เลือกใช้นักประเมินที่ขาดความชำนาญ
l  พฤติกรรมการแทรกแซงทางการเมืองเกี่ยวกับการประเมิน
   -  ดำน้ำหนี (Submarine) ล้มเลิกโครงการก่อนจะมีคนมาพบข้อผิดพลาด
   -  จัดฉาก (Posture) สร้างความรู้สึกและภาพพจน์ว่าได้มีการประเมินแล้ว แต่กระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลการประเมินไม่ถูกต้อง เช่น เลือกจ้างนักประเมินขาดประสบการณ์  เอานักประเมินที่เป็นพวกพ้อง หรือ แทรกแซงให้ประเมินคู่แข่งให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
l  พฤติกรรมการแทรกแซงทางการเมืองเกี่ยวกับการประเมิน
   -  ถ่วงเวลา (Postponement) สร้างเงื่อนไขในการเตะถ่วงการประเมินให้ล่าช้าเรื่อย ๆ จนคนทั่วไปหมดความสนใจของผลการประเมิน
   -  เปลี่ยนจุด (Substitution) พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากส่วนสำคัญของโครงการไปสู่ส่วนย่อยที่ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยอื่น ๆ
l  ระยะเวลาการประเมินไม่เหมาะสม
l  งบประมาณที่ใช้ในการประเมินไม่เหมาะสม
l  ทัศนคติของผู้บริหารระดับสูงในระดับปฏิบัติการต่อการประเมิน
l  ค่านิยมของหน่วยงานที่มีต่อการประเมิน
l  วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน

PA715 การนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินผลนโยบาย

การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
การบริหารนโยบายที่ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมองค์กร ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลและกลุ่มบุคคล สมรรถนะและความร่วมมือของพนักงานภาครัฐและภาคเอกชน สภาพแวดล้อมของระบบและปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายของนโยบาย
นโยบายที่ดี
-มีความยึดหยุ่นกับทุกสถานการณ์แวดล้อมรอบตัว อยู่บนสิ่งที่มีเหตุผล ต้องมีวิธีคิดอย่างมีเหตุผล
-นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ของคนในองค์กร ต้องมีการพัฒนาคนองค์กรให้คนในองค์กรปฏิบัติงานได้ดี
-เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าใครคือผู้รับประโยชน์หรือกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
-เป็นสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันยังเหลือไปสู่อนาคต ใช้ได้ตลอดไปไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคตมีความยั่งยืน
มีปัจจัยสำคัญที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผล
1.พื้นฐานความคิดในการวางนโยบาย
2.ความชัดเจนของนโยบาย
3.แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย
4.ขบวนการจัดการเชิงยุทธศาสตร์
5.การปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์
6.ทบทวนและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์
7.บทบาทาผู้นำต่อความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์
8.การตรวจสอบผลการดำเนินงาน
9.การประเมินผล
ภาวะผู้นำ
ผู้คนมากมายมีความเชื่อว่า ภาวะผู้นำเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยอิทธิพล ภาวะผู้นำในองค์กรสามารถสร้างความแตกต่าง และมากด้วยความหมาย ลำดับแรก ภาวะผู้นำ เป็นการอธิบายถึง ใครบางคนที่สามารถ บริหาร และควบคุม งานที่ยากลำบากและ มีอิทธิพลต่อผู้คนที่ปฏิบัติตามการสั่งการนั้น
ความหมายของภาวะผู้นำที่นักวิชาการให้ไว้
ภาวะผู้นำเป็นความสัมพันธ์กัน (หรือส่วนผสม) ระหว่าง คนที่สามารถเป็นผู้นำในการสร้างแรงบันดาลใจ และคนที่สามารถชี้นำให้ปฏิบัติตามได้ (kouzes & posner 2002)
ภาวะผู้นำเป็นการดึงเอาศักยภาพซ่อนเร้นส่วนบุคคล จากกลุ่มบุคคล เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่สามารถโน้มน้าวให้ ผู้นำและผู้ตาม เปลี่ยนแปลงองค์รไปสู่ความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ (Lussier & achua)
ภาวะผู้นำเป็นพฤติกรรม ของ การชี้นำและควบคุม กิจกรรมของกลุ่มหรือทีมงานเพื่อม่งไปสู่เป้าหมายร่วมกัน (Hemphill & coons)

การจัดการและภาวะผู้นำ
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำและการจัดการ
นักวิจารณ์บางคน กล่าวว่าภาวะผู้นำนั้นมีความใกล้ชิดกับแนวคิดของการจัดการ และถือว่าเป็นคำสองคำที่มีความหมายเหมือนกัน (synonymous) บางข้อพิจารณาเห็นว่า การบริหารนั้นเป็นส่วนย่อย (subset) ของภาวะผู้นำ
ถ้าใครบางคนยอมรับในสมมุติฐาน หนึ่งนั้นสามารถสังเกตว่า ภาวะผู้นำ นั้น
-          เป็นการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง หรือเป็นการกระจายอำนาจ
-          กว้างขวาง หรือ มุ่งเน้น (focused)
-          การตัดสินใจแบบเดิม หรือการเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ
-          ภายใน หรือ กำเนิดมาจาก อำนาจบางอย่าง

การบริหาร vs ภาวะผู้นำ
การบริหาร คืออำนาจจากตำแหน่ง
ภาวะผู้นำเป็นอาจที่มาจากอิทธิพล(ตามธรรมชาติ)