วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

pa715 สรุปของอาจารย์ วัลลภ

PA 715
นโยบายสาธารณะ  หมายถึง มาตรการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ จัดให้มีขึ้น เพื่อเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง
สิ่งที่รัฐบาลไม่เลือกกระทำ  เช่น
1.               โรงไฟฟ้านิวส์เคลีย
2.               หวยบนดิน
3.               คาซิโน
4.               ภาษีมรดก
5.               สิทธิบัตรยา
6.               จดทะเบียนโสเภณี
นโยบาย (Policy) มี 3 ขั้นตอน
1.               การกำหนดนโยบาย  (Policy  Formulation)
2.               การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementations)                         วงจรนโยบาย Policy Cycle
3.               การประเมินนโยบาย(Policy Evalution)
การกำหนดนโยบาย  (Policy  Formulation)
1.               นโยบาย
2.               แผน
3.               แผนงาน
4.               โครงการ/กิจกรรม
ปัญหานโยบายสาธารณะ
ความจริง ปัญหา หรือ  problem หมายถึง ประเด็น หรือ issue เชิงสาธารณะที่ประชาชนให้ความสนใจ
รูปแบบของนโยบายสาธารณะ
-                    เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ประชาชน อย่างเป็นธรรม (Equity) คือการที่รัฐสามารถเลือกปฏิบัติได้ แต่การเลือกปฏิบัติจะต้องเป็นคุณแก่สังคมส่วนใหญ่ เช่น การจัดเก็บภาษี บัตรทองรักษาทุกโรค ฯลฯ
-                    ความเสมอภาค  คือ  ความเท่าเทียมกัน (Equality) เป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้กำหนดนโยบาย
-                    นโยบายสาธารณะต้องมีข้อผูกพันทางกฎหมายต่อบุคคลในสังคม ทำให้แตกต่างจากนโยบายโดยทั่วไป
-                    แต่ขณะเดียวกัน เช่นนโยบายบริษัท ถ้าสังคมไม่ปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
-                    การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ มีรัฐเท่านั้นมีอำนาจที่จะหน่วงเหนี่ยว คุมขัง บุคคลได้ เมื่อบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามนโยบาย
-                    นโยบายสาธารณะอาจออกมาได้หลายรูปแบบ เช่น แผนสภาพัฒน์ ฯมาตรการ  กฎ ระเบียบ แผน แผนงาน โครงการ ฯลฯ 
-                    นโยบายสาธารณะมีหลายระดับ เช่น รัฐธรรมนูญ  พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด  กฎกระทรวง
-                    รูปแบบของนโยบาย
*    นโยบายที่เป็นระเบียบกฎเกณฑ์ (regulatory policy)  มาตรการบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมจ่ายภาษีที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม
*    นโยบายจัดสรรทรัพยากร (distributive policy) ในสังคม เช่น การกำหนดเรื่องที่ดิน สาธารณสุข (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) เช่น โฉนดชุมชน บัตรทอง
*    นโยบายจัดสรรทรัพยากรใหม่ (redistributive policy)  รัฐจัดการกระจายการให้บริการที่จำเป็น รัฐดึงเอาเรื่องบางเรื่องมาจัดสรรใหม่เพื่อให้เกิดความทั่วถึง เป็นธรรม เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน(เน้นไปบีบคนมีที่ดินทรัพย์สินมากๆกระจายให้เกิดความเสมอภาค)  ปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ
*    นโยบายจัดโครงสร้างสถาบันใหม่ (constituent policy) หรือ นโยบายเชิงสัญลักษณ์ (symbolic policy)  เช่น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
ผลของนโยบายสาธารณะ  ผูกพันต่อทุกบุคคลในสังคม  ทำให้แตกต่างจากนโยบายทั่วไป
นโยบายสาธารณะที่สำคัญ
·        การเมือง(ยุบสภา  เลือกตั้งใหม่ รัฐประหาร การปฏิวัติโดยมวลชน)
·        เศรษฐกิจ น้ำมันขึ้นราคา ปาล์ม น้ำตาล ไข่ ข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อ
·        สังคมยากจน ยาเสพติด การพนัน (หวยหุ้น หวยเสียว)
·        พลังงาน (น้ำมัน ก๊าซ นิวเคลียร์ พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก)
·        เทคโนโลยี่ 3G  4G
·        รัฐสวัสดิการ/ประชานิยม (Social welfares )
·        สาธารณสุข(แท้งเสรี การุณยฆาต อุ้มบุญ stop teen mum)
·        การศึกษา (การปฏิรูปการศึกษา รอบ 2 เด็กไทยยิ่งฉลาดน้อยลง IQ 91 สูงสุด 110 )
·        ความมั่นคง (ความรุนแรง  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การทำสงครามกับเพื่อนบ้าน)
·        การทุจริต คอรัปชั่นของมักการเมืองและข้าราชการ (การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) เช่น ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ 30 %
รัฐสวัสดิการกับประชานิยม
ประเด็น
problem
ประชานิยม
Populism
รัฐสวัสดิการ
Social welfares
1.          ปรัชญา
สร้างคะแนนนิยม
รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพของ
ประชาชน
2.          ระบบเศรษฐกิจ
รัฐแทรกแซงทุกนโยบาย
ใช้กลไกตลาด
3.          นโยบายความยากจน
ประกาศชัดเจน
ไม่ประกาศชัดเจน
4.          กลุ่มเป้าหมาย
กว้างกว่าคนจน
ครอบคลุมทุกคน
5.          บทบาทของรัฐ
มาก (โดยเฉพาะการหาเสียง)
มีบาทบาททุกเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิการสังคม
6.          ภาระต่องบประมาณ
ภาระมาก,และมักมีภาระการคลังผูกพันต่อเนื่อง
ภาระมาก
7.          ความยั่งยืน
ขึ้นลงตามกระแสการเมือง

มีกรอบบริหารที่ทำให้ระบบสวัสดิการถาวร แต่ในระยะยาวถ้าไม่รอบคอบ ประเทศอาจล้มละลาย
8.          บทบาทของ   ประชาสังคม
ไม่ชัดเจนแล้วแต่ความสัมพันธ์กับรัฐ
มีส่วนในการจัดการ
9.          บทบาทภาคธุรกิจ
ไม่ปรากฎ
มีบทบาทปานกลาง
10.    ผลสำเร็จในอนาคต
เป็นครั้งคราว
ลดได้ถาวร
11.    ผลเชื่อมโยงกับการกระจายรายได้
เป็นผลจากความเหลื่อมล่ำในการกระจายรายได้ (ผู้มีรายได้น้อยมักได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่น
แนวคิดและวิธีดำเนินการมีส่วนแก้ปัญหาการกระจายรายได้
ประเด็นที่น่าสนใจ
ประชานิยม
Populism
รัฐสวัสดิการ
Social welfares
เป้าหมาย
เน้นความเป็นธรรม
เน้นความเสมอภาค
ภาระผูกพันงบประมาณ
ภาระน้อยกว่า
ภาระมากกว่า
มาตรการด้านภาษี
เก็บภาษีน้อย
เก็บภาษีสูง  :  กลุ่มแสกนดิเนเวีย  vat สูงถึง 20 %  ระบบการศึกษา ยุโรป ฟรีทั้งหมด กลุ่มยุโรป
สรุปเก็บภาษี
สแกนดิเนเวีย 52 % ของ GDP
ยุโรป 49 % ของ GDP
ไทย 17 % ของ GDP



ประชากรไทยทั้งหมด  65.4  ล้านคน
                ผู้เสียภาษีจริงๆ       6  ล้านคน
                Free rider               40  ล้านคน
ตัวแบบนโยบายสาธารณะ 7  ตัว
l  ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model) นโยบายสาธารณะเกิดขึ้นจากสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ
l  ตัวแบบกลุ่ม (Group Model) นโยบายสาธารณะเกิดขึ้นจากผลการต่อสู้ระหว่างกลุ่มในสังคม
l  ตัวแบบเชิงระบบ (System Model) นโยบายสาธารณะเกิดขึ้นจากการกลั่นกรองของระบบการเมือง
l  ตัวแบบชนชั้นนำ (Elite Model) นโยบายสาธารณะเกิดขึ้นจากการชี้นำของชนชั้นนำในสังคม 
l  ตัวแบบทฤษฎีเกม (Game theory Model) นโยบายสาธารณะในฐานะทางเลือกที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์การแข่งขัน
l  ตัวแบบส่วนเพิ่ม (Incremental Model) นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากอดีต
l  ตัวแบบเหตุผล (Rational Model) นโยบายสาธารณะเป็นผลจากการพิจารณาทางเลือกต่างๆ ที่มีเหตุมีผล ส่งผลดีต่อประชาชนมากกว่าผลเสีย
ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model)
Group Model  เกิดการต่อรองจากกลุ่มต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ทำให้เกิดความสมดุล เช่นกลุ่มทุนที่เป็นนายทุนใหญ่อัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อรักษาผลประโยชนของตนเอง ออกก.ม.ช่วย  เช่นกลุ่ม CP
Elite Model  เกิดจากลุ่มคนชั้นนำไม่กี่คน คิดนโยบายขึ้นมาเพื่อนำมาปฏิบัติ  แล้วเกิดผลดีมากมาย เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค Otop




Incremental Model กลุ่มนี้นำนโยบายเดิมที่ดีดีมาต่อยอด  เรียกว่า นโยบายส่วนเพิ่ม  เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เช่น Otop , 30 บาทรักษาทุกโรค (ที่เก็บเพื่อ ให้รู้คุณค่า การรับผิดชอบ กันการทิ้งยา  เพราะเป็นจิตวิทยา
Game Theory Model  กลุ่มนี้มีแนวคิด นำไปใช้ในนโยบายสาธารณะ เช่น  การทหาร และการต่างประเทศ ตัวอย่างเกมส์ รัสเซียนรูเลต เกมส์ขับรถชนกัน  ใช้ความเสี่ยงและความตายเป็นเดิมพัน เอาไปขู่ทางด้านความมั่นคง  การเจรจาจะต้องเป็นฝ่ายเหนือกว่า จึงจะเกิดอำนาจต่อรอง
System Model   ปัจจุบันนิยมใช้มาก


ตัวแบบในการนำนโยบายไปปฏิบัติ  มี  6 ตัว
ขั้นตอนของการนำนโยบายไปปฏิบัติ
1.ขั้นตอนของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติในระดับมหภาค
  แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก
                ขั้นตอนที่ 1 
;  ได้แก่ขั้นตอนการแปลงนโยบาย  ออกเป็นแนวทางปฏิบัติ  หรือออกมาในรูปแบบแผนงาน  หรือโครงการแล้วแต่กรณี
                ขั้นตอนที่
2 ;  เป็นขั้นตอนในการทำให้หน่วยงาน  ในระดับท้องถิ่นยอมรับแนวทาง แผนงาน  โครงการ  หรือผลของการแปลงนโยบายนั้นไปปฏิบัติต่อไป
2.   ขั้นตอนที่ 2 การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติในระดับจุลภาค       แบ่งย่อยออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักคือ
                ขั้นตอนที่ 1
; ขั้นตอนระดมพลัง  เป็นขั้นตอนที่หน่วยงานท้องถิ่นจะต้อง ดำเนินการใน 2 กิจกรรม                         
                                                1.การพิจารณารับนโยบาย
                                                2.การแสวงหาความสนับสนุนในนโยบายจากท้องถิ่น
                ขั้นตอนที่
2 ;  เป็นขั้นตอนการปฏิบัติ  ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการใน การปรับเปลี่ยนโครงการที่ได้มีการยอมรับแล้ว  ออกมาในรูปของการปฏิบัติจริง
                ขั้นตอนที่
3 ; ได้แก่ขั้นตอนการสร้างความเป็นปึกแผ่นหรือความต่อเนื่องครอบคลุมไปถึงการแสวงหาวิธีการที่จะทำให้นโยบายนั้นถูกปรับเปลี่ยนและได้รับการยอมรับ  เข้าเป็นหน้าที่ประจำของผู้ปฏิบัติ
                    ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล
                    ตัวแบบทางด้านการจัดการ
                    ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์การ
                    ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ
                    ตัวแบบทางการเมือง



น้นการวางแผนและควบคุมเป็นหลัก  ถ้าไม่วางแผนล้มเหลวแน่นอน

                    ตัวแบบเชิงบูรณาการ
ตัวแบบการยึดหลักเหตุและผล (Rational Model)
1.  ความไม่ชัดเจนของนโยบายและเป้าหมาย (In clarity)   : เช่นนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นนโยบายที่เขียนไว้กว้างๆ และมักจะล้มเหลว
2. ความไม่สามารถกำหนดภารกิจและการมอบหมายงานที่ไม่ชัดเจน (Mission / Assignment)  : ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
                3. ขาดความเป็นมาตรฐาน (Standardization)  :  ไม่มีข้อกำหนดมาตรฐาน , นโยบายสาธารณสุขประสบความสำเร็จเพราะมีคู่มือปฏิบัติที่ดี
4. ขาดการติดตามผล (Monitoring / Evaluation)  :  ต้องมีการรายงาน    ความก้าวหน้า  เช่นโครงการพระราชดำริ ที่ประสบความสำเร็จเพราะพระองค์    ท่านทรงเดินทางไปตรวจและติดตามผลตลอด
5.  ความล้มเหลวในกระบวนการ (Reward / Punishment)  :  การให้คุณให้โทษ   เช่นทำไปก็ไม่ได้ความ  ไม่ประสบความสำเร็จก็ควรจะหยุดโครงการ
ตัวแบบทางด้านการจัดการ (Management Capacity Model)
1.โครงสร้าง (Organization / Structure)  :  โครงสร้างหากใหญ่เกินไปจะทำให้การประสานงานและการเชื่อมโยงล่าช้า  ต้องทำเป็นมหาชน
2.คน (Personal)  : ให้ประชาชนนำนโยบายไปปฏิบัติช่วยราชการ (Citizen Co- operation)  คนไม่พอ,คนไม่มีคุณภาพ,ไม่มีการนำคนไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่  
3.ไม่มีสถานะในการกระจายรายได้ลงไป (Budget  Allocation Adequacy) พอเพียง  :  ปัจจัยสำคัญต้องเรียกร้องให้มอบอำนาจลงมาจากบนลงมาล่าง
4.สถานที่ (Location / Office / Facilities)  : นโยบายจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีความพร้อมด้านสถานที่,  ความสะดวก-สบาย, เข้าออกง่าย, มีถนนผ่าน
5.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Number of Agencies) :  การที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จอีกประการหนึ่งคือปัจจัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์การ
 
ลักษณะ   ผู้นำหมู่ มีผู้นำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ไม่มีข้อขัดแย้ง ทุกตัวมองเห็นกันตลอดเวลา ตัวใดถูกยิง ก็จะมีอีก 2 ตัวช่วยกัน ดูแลช่วยเหลือตามที่สามารถช่วยได้
Bison theory ความป่าไบซัน
ความ ไบซัน  ทำงานเป็นทีมใหญ่  ทีมเวิร์คที่มีพลัง  มีความเชื่อผู้นำ
เกิดเป็นทฤษฎี ควายบิน ( flight of the buffalo)  ของ James A. Belasco การเลือกผู้นำ สามารถใช้ได้ 2 แบบแล้วแต่สถานการณ์ เรียกว่า  แบบควายผสมห่าน เช่น ประเทศ
ตัวแบบทางกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)
ในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จได้ต้องมีปัจจัยต่อไปนี้คือ :-
1.  ระดับความเข้าใจสภาพความเป็นจริงในการให้บริการ  :  นโยบายจะสำเร็จหรือล้มเหลว  ไม่ใช่เรื่องของการบริหารทีมีประสิทธิภาพหรือขาดประสิทธิภาพ หากแต่ขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบายหรือผู้บริหารเข้าใจว่า  สภาพความเป็นจริงของการปฏิบัติเกิดขึ้นในลักษณะใดมากกว่า
2.  ข้าราชการ  :  การยัดเยียดนโยบายใหม่ๆ ที่จะไปมีผลกระทบวิถีชีวิตประจำวันของข้าราชการมักจะไร้ผล นอกเสียจากข้าราชการหรือ            ผู้ปฏิบัติจะยอมรับหรือปรับนโยบายแนวทางปฏิบัติเหล่านั้นเข้าเป็น          ส่วนหนึ่งของหน้าที่ประจำวันเอง
Michael Lipsky กล่าวว่า ข้าราชการที่มีหน้าที่ติดต่อใกล้ชิดประชาชน หรือ Street Level Bureaucrat  สามารถใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยที่ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถควบคุมได้  การยัดเยียดโครงการใหม่ๆ ที่จะไปมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของข้าราชการเหล่านี้มักจะไร้ผล
                 Jame D. Sorg   ได้แบ่งพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติระดับล่างออกเป็น 4 รูปแบบ
                1. พวกตั้งใจทำตาม  และทำตามสำเร็จ (Intentional Compliance)
                2. พวกตั้งใจทำตาม และทำตามไม่สำเร็จ (Intentional Non-Compliance)  โง่แต่ขยัน
                3. พวกตั้งใจไม่ทำตาม และไม่ทำตามสำเร็จ (Unintentional  Compliance)
                4. พวกตั้งใจไม่ทำตาม แต่ไม่สำเร็จ (Unintentional Non-Compliance)
องค์กรภาครัฐ ควรเลือกคนขยัน แต่ไม่เก่ง  เพราะสามารถฝึกได้
องค์กรเอกชน  ควรเลือก ขยัน เก่ง
ตัวแบบทางการเมือง (Political  Model)    
การนำนโยบายไปปฏิบัติจะสำเร็จหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเผชิญหน้า  การบริหารความขัดแย้ง  การแสวงหาผู้สนับสนุนหรือการยอมรับ  การโฆษณาชวนเชื่อ  การรู้จักสร้างเงื่อนไขและหาข้อต่อรองในการจัดสรรทรัพยากรทั้งระดับบุคคล  กลุ่มบุคคล หน่วยงาน ตลอดจนองค์การต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  การสนับสนุนจากนักการเมือง สื่อมวลชน  กลุ่มอิทธิพล และกลุ่มผลประโยชน์  บุคคลสำคัญ  รวมถึงบุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ ความชำนาญในการต่อรองของผู้เล่น (players) แต่ละคน เป็นสำคัญ
ลักษณะเด่นคือ การเจรจา การประงานเก่ง  ความรู้ดี ความสามารถดี  ต่อรอง ล็อบบี้เก่ง
ลักษณะเด่น เอาของทุกลักษณะที่เด่นๆ มาใช้รวมกัน
สรุป  :  ปัจจัยในการนำนโยบายไปปฏิบัติ  ให้ได้ผลสำเร็จจะมีปัจจัยมากมาย  แต่พอที่จะสรุปได้ด้วย  ความรู้สามารถของผู้นำ ความร่วมมือของผู้ปฏิบัติ     และจะต้องมีการติดตามควบคุม  โดยต้องคำนึงถึงการปฎิสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมด้วย
การวัดความสำเร็จ                 มิติที่ 1 ได้แก่ การวัดผลผลิต(out put) ผลลัพธ์(out come) ผลลัพธ์สุดท้าย(Ultimate outcome)
มิติที่ 2 ได้แก่ การวัดผลกระทบของนโยบาย(Impact)
                มิติที่ 3 ได้แก่ การวัดว่าผลของนโยบายมีประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม(overall benefit)ได้หรือไม่
มิติที่สอง   
ผลกระทบ : ผลสำเร็จของโครงการต้องเป็นความสำเร็จที่แท้จริง
                    โครงการต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อโครงการหรือนโยบายอื่นๆ
                    โครงการต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาความเชื่อถือได้ของผลโครงการ
                    โครงการที่สำเร็จจะต้องไม่มีปัญหาทางด้านมาตรการ จะต้องทำได้จริง เช่น
                    โครงการที่สำเร็จจะต้องไม่มีปัญหาทางด้านมนุษยธรรมหรือศีลธรรม เช่น ฆ่าตัดตอน  แท้งเสรี ผลัดดันโรบินยา
นโยบายที่ดีจะต้องมี 2 ส่วน
1.               หลักการพื้นฐาน  เช่น พระบรมราโชวาท “ เราจะครองแผ่นดินดินโดยธรรม”
2.               นำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย เช่น  “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แนวคำถามของ อ.วัลลภ
1.               นโยบายสาธารณะคืออะไร  มีรูปแบบและตัวแบบ ว่ามีลักษณะอย่างไร อะไรบ้าง  จงอธิบายพร้อมตัวอย่าง นโยบายหรือโครงการ  เพื่อประกอบรูปแบบหรือตัวแบบ  ทั้งสองให้ชัดเจน ?

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นโยบายสาธารณะที่ดี

นโยบายสาธารณะที่ดี
(Healthy Public Policies)

        นโยบายสาธารณะที่ดี คือนโยบายสาธารณะที่นำไปสู่ความถูกต้อง เป็นธรรม และประโยชน์สุขของมหาชนในพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามอาจเรียกว่าเป็นทิศทางของประเทศที่ใหญ่ที่สุด ที่ควรจะถอดมาเป็นนโยบายสาธารณะที่ดี และมีกระบวนการที่จะทำให้เกิดขึ้น
        โดยที่พระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของชาติ คนในชาติทั้งหมดควรจะต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะให้แผ่นดินนี้มีธรรมหรือความถูกต้องครอง เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนทั้งหมด
        เราไม่สามารถเบี่ยงเบนไปจากนี้ได้เลย เช่นว่า แผ่นดินจะครองด้วยอธรรมเพื่อประโยชน์สุขเฉพาะตัวหรือเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ประโยชน์สุขของมหาชนทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามพระบรมราชโองการ คนไทยทั้งชาติจะต้องช่วยกันดูแลไม่ให้แผ่นดินถูกครองด้วยอธรรมเพื่อประโยชน์สุขของคนบางกลุ่มบางเหล่า
        แต่ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อน ความถูกต้องเป็นธรรมและ ประโยชน์สุขก็ซับซ้อนและตีความต่าง ๆ กัน ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อครั้งพระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสิน การใช้ความเห็นเถียงกัน หรือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก ไม่ได้เป็นประกันว่าจะมีความถูกต้องเป็นธรรมหรือเป็นประโยชน์สุขของมหาชน
        จำเป็นต้องมีการวิจัยสร้างความรู้ ว่ามี ความถูกต้องเป็นธรรมและเป็นประโยชน์สุขของมหาชนหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ความรู้ที่ได้จากการวิจัย อันประกอบด้วยข้อมูลหลักฐานและวิธีการวิเคราะห์สังเคราะห์ที่เชื่อถือได้ โปร่งใส เป็นสาธารณะที่ให้ใคร ๆ เข้ามาดูและพิสูจน์ได้ สามารถนำมาสู่การเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดความเห็นพ้องได้
        “การวิจัยนโยบายหรือการสังเคราะห์นโยบายอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำกันให้มาก เพื่อเป็นเครื่องมือเคลื่อนสังคมไปให้ แผ่นดินมีธรรมครองและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามเนื่องจากนักวิจัยเก่ง ๆ มีน้อย และนักวิจัยนโยบายยิ่งมีน้อย จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการสร้างนักวิจัยนโยบายให้มากโดยเร่งด่วน
        กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ( Participatory Public Policy Process = PPPP= P4 ) นี้ ถ้าทำให้ดีและกว้างขวาง จะเป็นกระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางสังคม และกระบวนการทางศีลธรรม เพื่อตอบสนองพระปฐมบรมราชโองการ ให้แผ่นดินนี้มีธรรมครอง และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม

แนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่

มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก การมุ่งเน้นประสิทธิผลหรือผลสัมฤทธิ์ (Effectiveness)
ประการที่สอง การมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ (Quality) หรือความพึงพอใจของผู้รับบริการ (Customer Satisfaction) และ
ประการสุดท้าย การมุ่งเน้นหลักความรับผิดชอบ (Accountability)
               ซึ่งองค์ประกอบนี้สอดประสานกับสภาพแวดล้อมทางการบริหารที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้องค์การต้องปรับตัวตามเพื่อความความเข้มแข็งในการอยู่รอดและมีความสามารถเชิงการแข่งขัน หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่องค์การภาครัฐส่วนใหญ่นำแนวคิดไปใช้หรือประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ได้แก่ Re-Engineering, Downsizing, Benchmarking, Reinventing, Change Management, Total Quality Management,  Good Governances, Balanced Scorecard, Swot Analysis, Strategic Management, Knowledge Management, Results Base Management, และ Competencies เป็นอาทิ

                            หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่กล่าวข้างต้นเป็นกระแสหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดแนวคิดการบริหารองค์การภาครัฐแนวใหม่ในกระบวนการทางรัฐประศาสนศาสตร์ ดังเห็นได้จากความพยายามที่จะพัฒนาระบบราชการไทยโดยใช้หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่อย่างจริงจังและมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนตั้งแต่ พ.ศ.2546 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อต้องการให้องค์การภาครัฐสามารถสร้างคุณภาพการให้บริการประชาชนจนเป็นที่พอใจ โครงสร้างองค์การภาครัฐสอดคล้องกับบทบาทภารกิจและคุ้มค่าในการดำเนินการ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีขีดความสามารถเป็นไปตามมาตรฐานการทำงาน พร้อมกับมีค่านิยมและวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งกระบวนการวิธีการทำงานมีความทันสมัย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานภาครัฐ
 
                            วิทยาการความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดการจัดการนิยม (Managerialism) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ โดยเชื่อว่าโครงสร้าง กระบวนการ ระบบเทคนิควิธีการ และหน้าที่ในการบริหารจัดการมีความเหมือนกันทั้งในภาครัฐและเอกชน หากหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่เหล่านั้นสามารถใช้และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจเอกชนก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำแนวทางหลักการบริหารจัดการดังกล่าวมาใช้ในองค์การภาครัฐและส่งผลให้ประสบความสำเร็จที่คล้ายกัน เพียงแต่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางด้านปรัชญาการบริหารงาน กล่าวคือ ปรัชญาการบริหารงานภาคธุรกิจเอกชนมีความมุ่งหมายทางด้านผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่จะได้รับ ขณะที่ภาครัฐอยู่ที่ประโยชน์สาธารณะของประชาชนที่จะได้รับในบริบททางการเมือง ทำนองเดียวกันภาคธุรกิจเอกชนไม่น้อยที่หยิบยืมคุณค่าการบริหารงานภาครัฐไปใช้ในการบริหารงานโดยเฉพาะทางด้านการรับผิดชอบต่อสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น

นักวิชาการนโยบายสาธารณะ

           มีความเชื่อว่า นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อประชาชนเป็นอย่างมาก จึงร่วมกันกำหนดความหมายของนโยบายสาธารณะออกมาในลักษณะต่างๆ  ในระยะ  5  ทศวรรษ  ที่ผ่านมาถ้ารวบรวมความหมายของนโยบายสาธารณะ  ก็จะสามารถเข้าใจองค์ประกอบสำคัญในความคิดของนักวิชาการนโยบายสาธารณะ  ดังนี้
1. กิจกรรมที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ  (Dye,1984 : 1)
2. กิจกรรมทั้งหมดที่กระทำโดยรัฐบาล (Sharkansky,1970 : 1)
3. แนวทางปฏิบัติหรือการกระทำของรัฐบาล ที่เป็นชุดของการกระทำที่มีแบบแผน  ระบบและกระบวนการอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่มีความต่อเนื่อง สนองความต้องการของประชาชน (Anderson, 1994:5-6, Eulau and Prewitt, 1973 : 465, Heclo, 1972 : 85)
4. การใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐในการจัดสรรกิจกรรม  เพื่อตอบสนองค่านิยมของสังคม (Easton,1953 : 129, Lasswell and Kaplan,1970:71)
5. พันธะสัญญาระยะยาวในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างเป็นแบบแผนของรัฐบาล      (Prewitt  and  Verba,1983:652-653)
6. ข้อเสนอที่เกี่ยวกับการกระทำของบุคคล  กลุ่มบุคคลหรือรัฐบาล  ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ประกอบไปด้วยปัญหา  อุปสรรคและโอกาส (Friedrich, 1963:70)
7. แบบแผนเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง  หรือการใช้สิ่งตอบแทนสำหรับความร่วมมือของประชาชน  (Fronhock,1979:11)
8. เครื่องมือของรัฐที่มุ่งการบรรลุความต้องการของสังคม  หรือแก้ไขปัญหาบางประการของสังคม  (March  and Olsen ,1983: Lineberry,1983)

การศึกษานโยบายโดยการวิเคราะห์

ปัจจัยที่จำเป็นในการวิเคราะห์นโยบายคือ
1. นโยบายต้องอาศัยข่าวสาร 3 ระดับ ได้แก่

1.1 Facts
ข้อเท็จจริง คือ การพิจารณาจากเหตุการณ์/สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ดูว่าปัญหาเกิดขึ้นกับใคร เช่น ในชุมชนเมืองต้องมีปัญหาขยะจำนวนมหาศาล ปัญหาโสเภณีเด็ก ผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบายจะต้องทำความเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและปัญหาเหล่านั้นต้องถูกนำไปแก้ไขโดยการกำหนดนโยบายสาธารณะขึ้นมา
1.2 Values
ค่านิยม เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าปัญหานั้นเกิดจากค่านิยม ความเชื่อ รสนิยม วัฒธรรมใด เช่น ปัญหาขยะในชุมชนเกิดจากค่านิยมของคนในชุมชนเมืองที่รักความสะดวกสบายจึงเลือกใช้โฟมและถุงพลาสติกที่สุดท้ายก่อให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล หรือปัญหาโสเภณีเด็กเกิดจากค่านิยมของเด็กวัยรุ่นที่ชอบความสะดวกสบาย ชอบใช้ของฟุ่มเฟือย ราคาแพง
1.3 Actions
การปฏิบัติ จากข้อเท็จจริงและค่านิยมนำไปสู่การปฏิบัติคือการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จากปัญหาขยะในชุมชนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาคือ รณรงค์ให้ประชาชนหิ้วถุงผ้าไปจ่ายตลาด นำปิ่นโตไปซื้ออาหาร รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ เพื่อทำให้ขยะโฟมและถุงพลาสติกลดน้อยลง                 ค่านิยม ความชอบ ความเชื่อบางเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินงาน ดังนั้นการปฏิบัติใด ๆ ที่ขัดแย้งกับค่านิยมความเชื่อของชาวบ้านโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีน้อยลง ดังนั้นข้อมูลที่เป็นค่านิยมจะมองข้ามไปไม่ได้
2. ข่าวสารทั้งสามประเภทอาศัยวิธีการวิเคราะห์หลายวิธี ได้แก่
2.1
การพยากรณ์หรือการคาดคะเนแนวโน้มหรือเหตุการณ์ในอนาคต อาจใช้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็นเข้าไปพยากรณ์
2.2
การพรรณนาหรือการอธิบายสิ่งที่ปรากฏ การพยากรณ์และการพรรณนาจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่าจากเหตุการณ์ที่ปรากฏขณะนี้เกิดเหตุการณ์อะไร เช่น ปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก ปัญหาเยาวชนติดสารเสพติด ก็อธิบายว่าปัญหานั้นเป็นอย่างไร พร้อมกันนั้นก็พยากรณ์ว่าถ้าหากการระบาดยังอยู่ในลักษณะเช่นนี้โดยปราศจากการแก้ไขจะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไร
2.3
การประเมิน นำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นค่านิยม เช่น ประเมินทัศนคติ ประเมินค่านิยมของประชาชนว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างไร
2.4
การเสนอแนะ ใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นการปฏิบัติ นั่นคือเป็นการเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติ เช่น พบสภาพความเป็นจริงประชาชนในชนบทห่างไกลมีปัญหาสุขภาพอนามัย เกิดจากธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเรื่องการรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วยแทนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค เมื่อประชาชนมีค่านิยมเช่นนี้ควรเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติ เช่น แนวทางปฏิรูประบบสุขภาพ แนวทางสร้างหลักประกันด้านสุขภาพ เป็นต้น ข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้มาจากข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงและค่านิยมนั่นเอง
3.
การวิเคราะห์ข่าวสารทั้งสามประเภทต้องใช้เหตุผลเพื่อแปรสภาพสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ข้อเท็จจริง ค่านิยม และการปฏิบัติจะถูกแปรสภาพออกมาเป็น Policy Argument (ข้อโต้แย้งนโยบาย ข้อมูลที่นำไปสู่ความมีเหตุมีผลเกี่ยวกับนโยบาย) เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ 6 ประเภท ได้แก่
3.1
ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย (Policy Relevant Information: I) เป็นข้อมูลที่เป็นทั้งข้อเท็จจริงและค่านิยมที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การสร้างเหตุผลในการกำหนดนโยบาย หรืออาจเป็นข้อเท็จจริงและค่านิยมที่บรรยายปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เช่น ปัญหาเกษตรกรมีรายได้น้อย ไม่มีที่ดินทำกิน คุณภาพชีวิตไม่ดี ก็ต้องดูว่าการที่เกษตรกรมีปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากอะไร การขาดที่ดินทำกินต้องเช่าที่ดินคนอื่นทำได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาไปจ่ายค่าเช่า ขาดแรงจูงใจในการบำรุงรักษาที่ดินเพราะไม่ใช่ของตัวเอง และนำไปสู่การบุกรุกป่าสงวนเพื่อหาที่ดินทำกิน นี่คือ Policy Relevant Information ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายออกมาเพื่อแก้ปัญหา
3.2 Policy Claim: C
ข้ออ้างนโยบาย เป็นทั้งข้อเท็จจริงและค่านิยมและอาจจะรวมถึงการปฏิบัติด้วยที่เป็นข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนช่วยให้เห็นความสำคัญในการกำหนดนโยบายนั้น ๆ ออกมา เช่น ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน ต้องรวบรวมตัวเลขออกมาให้ชัดเจนว่ามีเกษตรกรกี่แสนครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือเมื่อพูดถึงปัญหาการจราจรติดขัด Policy Claim เป็นผลสรุปจากการวิจัยว่าในหนึ่งชั่วโมงมียวดยานผ่านถนนเส้นนี้กี่คัน วินาทีละกี่คันเพื่อระบุถึงความหนาแน่นของถนนสายนี้ประกอบในการสร้างทางยกระดับ
3.3 Warrant: W
ข้อมูลที่เป็นหลักประกัน ได้มาจากการประเมินค่านิยม ความเชื่อ เป็นข้อมูลที่ไปสนับสนุน Policy Relevant Information ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
3.4 Backing: B
ข้อสนับสนุน เห็นได้ว่าทั้ง C, W, B ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ได้จากข้อเท็จจริง ค่านิยม เพื่อสนับสนุนการนำเสนอนโยบายนั้น ๆ ทั้งสิ้น ข้อสนับสนุนเป็นข้อมูลที่จะไปสนับสนุนให้ Warrant มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
3.5 Qualifier: Q
ข้อตรวจสอบ เป็นข้อมูลที่ไปยืนยันว่านโยบายที่นำเสนอนั้นมีความน่าเชื่อถือ มีความเป็นไปได้ว่าลงมือปฏิบัติแล้วจะประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้อมูลที่เป็นข้อตรวจสอบมักผ่านการวิเคราะห์มาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ที่ปรึกษาเพื่อทำให้ผู้อนุมัตินโยบายเกิดความเชื่อมั่นว่าหากอนุมัติไปแล้วจะไม่เกิดการสูญเปล่า ตั้งแต่ข้อ 3.1 – 3.5 จึงเป็นข้อมูลในเชิงบวกทั้งสิ้น โดยหลักการไม่ควรนำเสนอในทางบวกเท่านั้นควรเสนอข้อมูลในทางลบด้วย อาจเป็นปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดหรือดำเนินนโยบายนั้น ๆ
3.6 Rebuttal: R
ข้อโต้แย้ง อาจเป็นข้อเท็จจริงหรือค่านิยมของประชาชนที่นำไปสู่การคัดค้านนโยบายนั้น เช่น ประชาชนโต้แย้งว่าประตูระบายน้ำมาสร้างตรงนี้ไม่ได้เพราะเป็นกลางน้ำควรไปสร้างที่ต้นน้ำมากกว่า ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายควรหาทางแก้ไขข้อโต้แย้งนี้ด้วย
สรุป ข้อเท็จจริง
           ค่านิยม การปฏิบัติจะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการพยากรณ์ พรรณนา ประเมิน และเสนอแนะเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เรียกว่า Policy Argument ทั้ง 6 ประเภท    ตัวอย่าง นโยบาย ตราดประตูสู่อินโดจีน
-Policy Relevant Information
คือ ตราดเป็นจังหวัดชายแดนในภาคตะวันออกของไทย มีพื้นที่ติดต่อกับกัมพูชาด้านจังหวัดพระตะบอง โพธิสัตว์ และเกาะกง เป็นศูนย์กลางด้านการค้าชายแดน และศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านตะวันออกของประเทศไทย I เปรียบเสมือนความสำคัญของปัญหา ความเป็นมาของโครงการ
-Policy Claim
เป็นข้อสรุปที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนโยบายนั้น คือ จังหวัดตราดได้จัดทำโครงการก่อสร้างถนน 4 เลน สาย 318 เพื่อเชื่อมกับถนนสาย 48 ในกัมพูชา ทำให้สามารถเดินทางจากตราดสู่กรุงพนมเปญ กัมพูชาได้ภายใน 4 ชั่วโมง
-Warrant
เป็นหลักประกันที่ชี้ให้เห็นว่าตราดมีโอกาสเป็นประตูสู่อินโดจีน คือ จังหวัดตราดมีโครงการสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกใช้เป็นท่าเรือเพื่อการส่งออกไปยังกัมพูชาและเวียดนาม มีสนามบินของบริษัทบางกอกแอร์เวย์มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ ตราด ทุกวัน
-Backing
เป็นข้อมูลสนับสนุนนโยบาย คือ บริษัทบางกอกแอร์เวย์ได้สัมปทานการเข้าไปพัฒนาสนามบินในเกาะกง กัมพูชา หมายความว่าสามารถขยายเส้นทางบินต่อได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีโครงการพัฒนาเกาะช้างและเกาะกูดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
 -Rebuttal
คือ การก่อสร้างท่าเทียบเรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ข้อโต้แย้งนี้อาจถูกแก้ไขด้วยข้อมูลที่เป็น Qualifier ได้
-Qualifier
คือ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการก่อสร้างท่าเรืออยู่ สรุป Policy Argument ทั้ง 6 ประเภทคือข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำเสนอเพื่อสะท้อนภาพให้เห็นถึงความจำเป็น ความสำคัญ ที่มา เจตนารมณ์ ความเดือดร้อนของประชาชน มีข้อมูลและสถิติแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งผลเสีย ข้อโต้แย้ง และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้

4.
มุ่งผลิต/แปรสภาพข่าวสารนโยบาย เป็นการวิเคราะห์ลึกลงไปอีกว่า Policy Relevant Information ได้แก่
4.1 Policy Problems
ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานโยบาย
4.2 Policy Alternatives / Policy Futures
ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกนโยบายหรืออนาคตนโยบาย
4.3 Policy Action
ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย
4.4 Policy Outcomes
ข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์นโยบาย
4.5 Policy Performance
ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสำเร็จของนโยบาย