วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

PA 702 ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ผศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง

1.เรื่องที่ควรทำวิจัย
          - การบริหารและการปกครอง (Governance) ที่ก้าวพ้นการมุ่งสร้างประสิทธิภาพในการบริหารด้วยวิธีคิดเรื่องวิทยาศาสตร์การบริหารจัดการ
          - ไม่ลุ่มหลงกับการสร้างทฤษฎีหรือตัวแบบขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะสากล (Grand Theory)
          - ออกห่างจากสำนักพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งพยายามหาทฤษฎีทั่วไป มาสู่ปรากฏการณ์วิทยา (Truth vs truth(s))
ปรัชญาพื้นฐานและความสำคัญของการวิจัย
ความแตกต่างของการแสวงหาความรู้ 2 แนวทาง
1.       แนวคิดแบบปฏิฐานนิยม Positivism) เป็นฐานคิดของวิจัยเชิงปริมาณ
2.       แนวคิดแบบปรากฏการณ์นิยม Phenomenology เป็นฐานคิดของการวิจัยเชิงคุณภาพ
แนวคิดแบบปฏิฐานนิยม Positivism)
-          การใช้วิธีแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ มีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์
-          เน้นการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ หรือจากพฤติกรรม
-          เน้นข้อมูลที่แจงนับได้และวัดได้ หรือวิธีการเชิงปริมาณ
การกำหนดกรอบในการศึกษาโดยอาศัยตัวแบบในการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ตัวแปรอิสระ
ตัวแปรตาม
ผล
1.       คน
2.       เงิน
3.       วัสดุอุปกรณ์
4.       การจัดการ
ผลของการนำ
นโยบายไปปฏิบัติ
สำเร็จ
ไม่สำเร็จ
ตัวแบบในการพัฒนาองค์การ

ตัวแปรอิสระ
ตัวแปรตาม
ภาวะผู้นำ
การจูงใจ/ขวัญกำลังใจ
การมีส่วนร่วม
การทำงานเป็นทีม
ผลของการนำ
นโยบายไปปฏิบัติ
มีตัวอย่างหน้า 32-35 ในหนังสือผศ.ประภาส
แนวคิดแบบปรากฏการณ์นิยม Phenomenology
1.       พื้นฐานความรู้มาจากมานุษยวิทยา
2.       พฤติกรรมมนุษย์เป็นผลมาจากที่มนุษย์ให้ความหมาย (meanings)
3.       ให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด
4.       ความรู้ทางสังคมศาสตร์ คือ การศึกษาความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งรอบตัว
5.       การศึกษาในฐานะของการเป็น “คนใน” vs การศึกษาแบบ “คนนอก” (เครื่องมือที่เป็นปรนัย)
ลักษณะของงานวิจัยเชิงคุณภาพ
-          เน้นการมองปรากฏการณ์ให้เห็นภาพรวมและบริบท
-          เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวและเจาะลึก vs การศึกษาแบบตัดขวาง(ของวิธีการเชิงปริมาณ)
-          ศึกษาปรากฏการณ์จริง(วิธีการศึกษาที่เป็นธรรมชาติ) vs การศึกษาในห้องวิจัย
-          คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกวิจัย vs การมองแบบวัตถุ
-          ความหมายในทัศนะของผู้ถูกศึกษา (emic view)  vs ความหมายของนักวิจัยหรือผู้ศึกษา (etic view)
-          ใช้การพรรณนาและการวิเคราะห์แบบอุปนัย Inductive vs วิธีแบบนิรนัย (Deductive)
-          (วิธีการศึกษาที่เป็นธรรมชาติ คือการเอาตนเองเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูล)
วิธีแบบนิรนัย (Deductive)หรืออนุมาน
-          เริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีที่ตั้งขึ้นหรือมีอยู่ก่อน
-          อาศัยทฤษฎีหรือสมมติฐานเป็นกรอบในการเก็บข้อมูล
-          การเก็บข้อมูลเป็นไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสมมติฐาน
-          เป็นการมองจากกฎเกณฑ์ สมมติฐาน หรือทฤษฎีอันเป็นจุดเล็กไปสู่สิ่งที่กว้างออกไป คือปรากฏการณ์ที่เป็นจริง
-          มองจากช่องเล็กจากก้นกรวยที่กว้างออกไปสู่ปากกรวย
(ตัวอย่างภาพหน้า 56)
วิธีการแบบอุปนัย(อุปมาน) Inductive
-          เริ่มต้นจากปรากฏการณ์หรือข้อเท็จจริง ข้อมูล ตามที่มีอยู่หรือเป็นอยู่มาก่อน
-          รวบรวมข้อมูลจนเพียงพอแล้วจึงหาข้อสรุป สมมติฐาน หรือทฤษฎีเพื่อหาข้อสรุปทั่วไป
-          เป็นการมองจากปากกรวย คือ ข้อเท็จจริงทางสังคม มาสู่ก้นกรวยซึ่งเป็นข้อสรุปที่มีจุดเล็ก
-          มีลักษณะเป็นทฤษฎีติดดิน(Grounded Theory)
คำเรียกการวิจัยเชิงคุณภาพ
-          Qualitative Research
-          การวิจัยเกี่ยวข้องกัยคุณภาพ(ตาราชบัณฑิตสถาน)
-          การวิจัยเชิงคุณภาพ(ตามความนิยม)
-          การวิจัยเชิงคุณลักษณะ
-          Ethnographic Research การวิจัยชาติพันธุ์วรรณนา
-          Field Research การวิจัยภาคสนาม
-          Anthropological Research
-          Phenomenological Research
เมื่อใดควรใช้งานวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ข้อสังเกตจากประสบการณ์ทำวิจัย

1.      การวิจัยที่ต้องการพยากรณ์ ทำนาย พฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ และต้องการหาข้อมูลทั่วไป จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่นการสำรวจประชามติ การเลือกตั้ง
2.      เมื่อต้องการเข้าใจความหมายในระดับลึกซึ้งของปรากฏการณ์
3.      การวิจัยประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถอาศัยวิธีการศึกษาเชิงปริมาณได้ จำเป็นต้องใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
4.      ศึกษาสังคมที่มีข้อจำกัดในการใช้ภาษา เช่น การศึกษาชนเผ่า
5.      งานศึกษาที่ไม่มีกรอบแนวคิดชี้นำมาก่อน หรือเป็นการศึกษาเพื่อสร้างข้อสรุปใหม่ๆ ในทางวิชาการ จำเป็นต้องศึกษาด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างข้อสรุปในลักษณะของทฤษฎีติดดิน (Grounded Theory)
ข้อควรระวัง
·       ต้องตระหนักว่าการวิจัยเชิงคุณภาพมีลักษณะเป็นกรณีศึกษา ไม่สามารถอนุมานไปสู่ข้อสรุปทั่วไปได้ (Overgeneralization) ตรงนี้เป็นความเชื่อมต่อระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณหากจะหาข้อสรุปทั่วไป
·       ต้องตระหนักว่า ผู้วิจัยคือ เครื่องมือศึกษา นำมาสู่ปัญหาความเอาจริงเอาจังของผู้ศึกษา
·       ปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล นำมาสู่ปัญหาจริยธรรมของนักวิจัย     
ความเป็นมาของการวิจัยเชิงคุณภาพ
·       กำเนิด และพัฒนาการมาจากมานุษยวิทยา
·       ยุคแรกมีลักษณะเป็น Armchair Scholar
·       งานบุกเบิกของ บอนิสลอ มาลินอสกี (Bronislaw Malinoski) “Argonaut of the Western”ศึกษาภาคสนามที่หมู่เกาะโทรเบียน
·       งารนศึกษาของ แรคคริฟ-บราวน์ (A.R>Radcliffe-Brown) เรื่อง “The Andaman Islanders”
·       งานศึกษาของ Margaret Mead
งานวิจัยเชิงคุณภาพของไทย
·       ยุคบุกเบิก
·       พระยาอนุมานราชธน
·       กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
·       ยุคนักมานุษยวิทยารุ่นแรก(ทศวรรษ 1960)
·       อคิน รพีพัฒน์ ,สุเทพ สุนทรเภสัช
·       ยุคการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมช่วงต้นทศวรรษ 1980 กระแสวัฒนธรรมชุมชน กระแสชุมชนนิยม(งานเรื่องป่าชุมชน ไร่หมุนเวียนฯลฯ)
ตัวอย่างงานวิจัยเชิงคุณภาพ
·       อคิน รพีพัฒน์ “ชีวิตและจุดจบของสลัมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร”
·       ศุลีมาน  นฤมล “นางงานในตู้กระจก”
·       ประภาส  ปิ่นตบแต่ง “การเมืองบนท้องถนนฯ”
ตัวอย่างหัวข้อวิจัย(อย่างง่าย)

 สิ่งที่ต้องคิดต่อสำหรับการออกแบบวิจัย

•                   การนิยาม และสร้างตัวชี้วัดตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
          -ระดับการหนุนเสริม คือ ปริมาณงบประมาณและการช่วยของเจ้าหน้ารัฐที่ลงไปในชุมชน
          -ระดับความเข้มแข็งของชุมชน คือ การมีกลุ่มองค์กรเดิมที่ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 
          -ระดับรายได้ หมายถึง ปริมาณรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่าแต่เดิมมากกว่า ร้อยละ 30
•                   วิธีการเก็บข้อมูล
          -จะใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ
          -หากเลือกวิธีการเชิงปริมาณ
          -ประชากรและกลุ่มตัวอย่างจะได้มาอย่างไร
          -การสร้างเครื่องมือ แบบสอบถาม และการทดสอบความน่าเชื่อถือ
          -การวางแผนการเก็บข้อมูล
          -การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  ฯลฯ
เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ
•                   ก่อนการเก็บข้อมูล
–                  การเตรียมตัวทำงานภาคสนาม
–                 ทฤษฎี กรอบแนวคิดกับงานวิจัยเชิงคุณภาพ
วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
–                 การสังเกต
–                 การสัมภาษณ์
–                 การเก็บข้อมูลด้วยวิธีการจัดกลุ่มเสวนา
–                 การใช้แหล่งข้อมูลเอกสาร
การเตรียมตัวทำงานภาคสนาม
1.การเลือกสนาม
- การเตรียมตัวเข้าสนาม, อุปกรณ์วิจัย, การแต่งกาย, อาหารการกิน ที่พัก ฯลฯ)  
2.การวางแผนการเก็บข้อมูล (การเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key informants) สังเกต ฯลฯ)
3. การแนะนำตัวต่อชุมชน หรือหน่วยงาน/องค์กร
4.การสร้างความสัมพันธ์ผู้คนที่อยู่ในสนามหรือปรากฏการณ์ ฯลฯ  
งานวิจัยเชิงคุณภาพกับทฤษฎีและกรอบแนวคิด
งานวิจัยเชิงคุณภาพไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีจริงหรือ?
          -ต้องสำรวจกรอบแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวางเพื่อนำมาช่วยในการตั้งคำถาม
          -ต้องใช้ทฤษฎีเป็นแผนที่ในการศึกษา โดยสร้างสมมติฐานชั่วคราว
          -ตรวจสอบข้อมูลกับกรอบแนวคิดกลับไปกลับมาระหว่างการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ
การสังเกต

          -ความหมายและความสำคัญของการสังเกต
          -ประเภทของการสังเกต  (การสังเกตแบบมีส่วนร่วม  แบบไม่มีส่วนร่วม)
          -ปัญหาของการสังเกต
          -ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของการสังเกต
          -ตัวอย่างงานศึกษาด้วยการสังเกต
การสังเกต (observation)
•                   การสังเกต คือ
          “การเฝ้าดูอย่างเอาใจใส่ สังเกตสิ่งที่กำหนดไว้ และพิจารณาอย่างมีระเบียบ และเป็นการเฝ้าดูแลสิ่งที่ปรากฏขึ้น เพื่อหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือหาว่าสิ่งใดเป็นเหตุ เป็นผลของปรากฏการณ์ดังกล่าว” 
ประเภทของการสังเกต
1.การสังเกตแบบมีส่วนร่วม คือ การนำตัวนักวิจัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปรากการณ์ (เช่น การเข้าไปอยู่ในชุมชนที่เราศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหว ฯลฯ)
2.การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม คือ นักวิจัยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์  (เช่น แพทย์สังเกตอาการคนไข้จากยาที่ทดลอง ฯลฯ)
สิ่งที่ต้องทำในใช้วิธีการสังเกต
•                   การสำรวจกรอบแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดเป็นสมมติฐานชั่วคราว
•                   การจดบันทึกข้อมูลภาคสนามอย่างละเอียด
•                   การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
•                   การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตเพิ่มเติม  หรือตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการอื่น
ข้อได้เปรียบของการใช้วิธีการสังเกต
1.ได้ข้อมูลที่ผู้ถูกศึกษาไม่ได้บอกให้ฟัง
2.ได้ข้อมูลที่ผู้ถูกศึกษาไม่อยากเล่าให้ฟัง
3.ได้หลักฐานเพิ่มเติมจากการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอื่น เช่น การสัมภาษณ์
4.ได้ข้อมูลทันทีโดยไม่ต้องผ่านการบอกเล่า
ข้อเสียเปรียบหรือควรระวัง
1.ไม่สามารถใช้ได้กับปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ศึกษา (เช่น การปฏิวัติ การเลือกตั้ง พิธีบรมราชาภิเษก ฯลฯ)
2.ไม่สามารถศึกษาข้อมูลที่เป็นเรื่องต้องห้าม เช่น เรื่องส่วนตัว พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ)
3.ไม่สามารถได้ข้อมูลครบถ้วนทุกแง่มุม เพราะผู้สังเกตไม่สามารถอยู่ในทุกแง่มุมของเหตุการณ์ได้
การสัมภาษณ์
ประเภทของการสัมภาษณ์
1.การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ)
2.การสัมภาษณ์สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ :   การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
•                   การสัมภาษณ์แบบเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบ
•                   การสัมภาษณ์แบบมีจุดความสนใจเฉพาะ หรือการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก
ผู้ให้สัมภาษณ์ (Interviewee)
•                   ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) คือใคร
   -เป็นผู้ที่มีความรู้ หรือมีประสบการณ์ในเรื่องที่ศึกษา “รู้เรื่องรู้ราว”
   -มีความเต็มใจที่จะพูดคุยด้วย
   -ต้องมีความหลากหลายของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
   -เลือกอย่างเจาะจงโดยคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการวิจัย

ขั้นตอนของการสัมภาษณ์
•                   การเตรียมสัมภาษณ์
          -การวางแผนสัมภาษณ์คำถาม ข้อมูลพื้นฐานของผู้ถูกสัมภาษณ์ อุปกรณ์จดบันทึก การนัดหมาย ฯลฯ)
•                   ขั้นตอนการสัมภาษณ์
          -แนะนำตัว การสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง การบอกวัตถุประสงค์ ตรงไปตรงมากับผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น ถ้าอัดเทปต้องบอกล่วงหน้า ฯลฯ
สิ่งที่ควรคำนึงในการสัมภาษณ์
•                   ถามคำถามแบบเปิดกว้างเสมือนหนึ่งผู้วิจัยไม่มีความรู้ในเรื่องที่สัมภาษณ์
•                   ทำการบ้านก่อนที่จะสัมภาษณ์ /เตรียมความพื้นฐานเกี่ยวกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
•                   การเตรียมแนวคำถามเอาไว้เพื่อเป็นแผนที่ในการซักถาม
          -แนวคำถามเหมือนแผนที่ในการขับรถ เพื่อไปถึงจุดหมาย
เทคนิคการสัมภาษณ์
          -การแนะนำตัว
          -การเลือกสถานที่สัมภาษณ์
          -การบันทึกคำตอบ
          -ภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ มนุษยสัมพันธ์
          -จรรยาบรรณในการสัมภาษณ์
          -แบบสอบถามและการตั้งคำถาม
ข้อดีข้อเสียของการสัมภาษณ์
ข้อดี
1. สามารถใช้กับคนทุกระดับการศึกษา
2.ช่วยแก้ปัญหาในการได้รับแบบสอบถามคืนน้อย
3.สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิด ของผู้ให้สัมภาษณ์ได้ระดับหนึ่งฯลฯ

ปัญหาในการสัมภาษณ์
1.เปลืองค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก
2.ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สัมภาษณ์ และความเต็มใจของผู้ถูกสัมภาษณ์  (เช่น กรณีการวิจัยเรื่องการขายบริการ การซื้อเสียงเลือกตั้ง การทุจริตคอรัปชัน ฯลฯ)
กลุ่มเสวนา(Focus Group)
Focus Group Check List
          -Topic
          -Discussion Guide
          -Personnel: Moderator/Note Taking/Manager
          -Site of Group Discussion
          -Tape Recorder
          -Discussion Aids (Snacks)
          -Participants
          -Gifts
Before the Session
•                   Theory & Literatures
•                   Discussion Guide
•                   Pretest the Discussion Guide and Moderator Orientation
•                   Contacting Community & Appointment
After the Session
•                   Tape & Note transcripts
•                   Transcripts Reading & Data Analysis
•                   Changing Participants & Site
•                   Individual Interview for More Information
•                   Report Writing
แหล่งข้อมูลเอกสาร
•                   มีเอกสารอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง สำคัญงานวิจัยที่ทำ
          -เอกสารชั้นต้น  (แผนงาน/โครงการ รายงานผลการดำเนินงาน   รายงานการประเมินผล ฯลฯ)
          -ข้อมูลตัวเลข สถิติที่เกี่ยวข้อง
          -งานวิจัย บทความ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องฯลฯ
•                   ตัวอย่างการวิจัยโดยใช้แห่งเอกสาร
การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล
การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของวิจัยเชิงคุณภาพ
ความแตกต่างกับงานวิจัยเชิงปริมาณ
•                   งานวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล
          -การสุ่มตัวอย่างเพื่ออนุมานไปสู่ข้อสรุปของประชากร
          -การตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการสร้างเครื่องมือการวิจัย เช่น การวัดความตรง ความเที่ยง ฯลฯ
ความน่าเชื่อถือของงานวิจัยเชิงคุณภาพ
1.    การระบุวิธีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นถึง:
          -ที่มาของแหล่งข้อมูล/วิธีการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย รอบด้าน
          -การอยู่ในสนามที่มีเวลายาวนานมากพอที่จะสะท้อนความเป็น “คนใน”
•                   ดูตัวอย่าง งานวิจัยเรื่อง “นางงามตู้กระจก” “ชีวิตและจุดจบสลัมแห่งหนึ่ง” “การเมืองบนท้องถนนฯ” ฯลฯ 
2. การพรรณนานาข้อมูลอย่างละละเอียด ทุกแง่ทุกมุมของปรากฏการณ์ที่ศึกษา
-เพื่อทำให้ผู้อ่านเห็นถึงหลักฐาน ข้อมูล ที่ใช้ในการสร้างข้อสรุปที่มีเหตุผลสนับสนุนที่เพียงพอ
3. การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล : การตรวจสอบข้อมูลสามเส้า (data triangulation)
•                   การตรวจสอบด้านเวลา สถานที่ และบุคคลผู้ให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน
•                   การตรวจสอบสามเส้าด้านผู้วิจัย (ตรวจสอบโดยการเปลี่ยนตัวผู้เก็บข้อมูล)
•                   การตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีการรวบรวมข้อมูล (methodological triangulation) (สัมภาษณ์ สังเกต เอกสาร ฯลฯ)

 การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล
•                   วัตถุประสงคือ การตอบโจทย์ คำถามวิจัย (วัตถุประสงค์ของการวิจัย)
•                   ควรกำหนดเค้าโครงการวิเคราะห์ข้อมูล ตามวัตถุประสงค์
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
1.วางเค้าโครงการวิเคราะห์โดยกำหนดตามประเด็นย่อยๆ ในวัตถุประสงค์
2. การพรรณนาข้อมูลอย่างละเอียด โดยอาศัยหลักฐานจากการสัมภาษณ์ การสังเกต เอกสาร ฯลฯ
3.การสร้างข้อสรุปจากการพรรณนาข้อมูลโดยอาศัยการวิเคราะห์เชื่อมโยงตรรกะ เหตุผล และการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษา รวมทั้งอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎี/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิเคราะห์และการนำเสนอข้อมูล(บทที่ 4)
·       วัตถุประสงค์ของการนำเสนอคือ การตอบคำถามวิจัย /วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
·       เค้าโครงการนำเสนอข้อมูล : ควรกำหนดตามประเด็นในวัตถุประสงค์ 

วิธีการนำเสนอ
·       การพรรณนาข้อมูลอย่างละเอียดในประเด็นที่วิเคราะห์ ระบุแหล่งที่มาข้อมูล/การอ้างอิงแหล่งข้อมูล บุคคลที่ให้ข้อมูลที่หลากหลาย ฯลฯ
·       การสร้างข้อสรุปจากข้อมูล หลักฐานที่ได้จากการพรรณนาเพื่อตอบโจทย์/คำถามวิจัย
·       (ดูตัวอย่างงานวิจัยต่างๆ)  
บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ

·       ทบทวนโจทย์คำถามวิจัย
·       สรุปข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์เป็นข้อๆ หรือประเด็นๆ
·       การอภิปรายผล
·       ข้อเสนอแนะ
การอภิปรายผล
·       การวิเคราะห์ อธิบายข้อค้นพบเพื่อหาสาเหตุ ที่มาของปรากฏการณ์ที่ค้นพบ 
·       การถกเถียงข้อค้นพบกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่ทำมาก่อนว่า มีข้อค้นพบที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
·       การถกเถียงในเชิงกรอบแนวคิด ทฤษฎี

ข้อเสนอแนะ
·       ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ
·       ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น