วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

PA710 การบริหารเชิงกลยุทธ์ ผศ.วิชัย

การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Administration)
การบริหารเชิงกลยุทธ์ หมายถึง กระบวนการต่อเนื่องในการกำหนดภารกิจและเป้าประสงค์ขององค์การ ภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การ  โดยรวมถึง
-        การกำหนดกลวิธีที่เหมาะสม
-        การปฏิบัติตามกลวิธีที่กำหนดไว้
-        การใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมกลยุทธ์
เพื่อทำให้มั่นใจถึงความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้
กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์    มี 5 ขั้นตอน
1.      การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
2.      การจัดวางทิศทางองค์การ
-      องค์การภาครัฐ  พิจารณาภารกิจ(เหตุผลในการมีองค์กร)และเป้าประสงค์(ประโยชน์ที่ได้รับจากองค์การ)
-      องค์การภาคธุรกิจเอกชน พิจารณากำหนดวิสัยทัศน์Vision (จุดหมายปลายทางที่องค์กรต้องการไปให้ถึง) ภารกิจ mission และวัตถุประสงค์(objective)
3.      การกำหนดกลยุทธ์  เป็นการพิจารณาออกแบบและเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
4.      การปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ คำนึงถึง โครงสร้างและวัฒนธรรมองค์การ
5.      การควบคุมเชิงกลยุทธ์
ลำดับชั้นของกลยุทธ์ในภาคธุรกิจเอกชน
1.      กลยุทธ์ระดับองค์การ  หมายถึงกลยุทธ์ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์หลัก ในภาพรวมขององค์การ เช่น
-      การครอบครองตลาด Market Share
-      ความสามารถในการแสวงหากำไร Profitability
-      การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ Growth
-      มูลค่าหุ้น Value Share
2.      กลยุทธ์ระดับกิจการ หมายถึงกลยุทธ์ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์หลักของภารกิจ ในแต่ละประเภทของผลิตภัณฑ์หรือบริการ เช่น
-      รอบเวลาที่ได้รับบริการ Cycle time
-      การได้รับบริการ Service
-      ราคาหรือค่าใช้จ่ายในการขอรับบริการ Price/cost
3.      กลยุทธ์ ระดับหน้าที่ หมายถึง กลยุทธ์ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์หลักของหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติในกระบวนการทำงานในแต่ละภารกิจ  ได้แก่
-      รอบเวลาของการให้บริการ
-      คุณภาพของการให้บริการ Quality
-      การเพิ่มผลผลิต  Productivity
-      ต้นทุนต่อหน่วย  Unit Cost
ลำดับชั้นของกลยุทธ์ในองค์การภาครัฐบาล  (แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉ. 10 เน้นคน ฉ.11  เน้นเศรษฐกิจ )
1.      กลยุทธ์ระดับนโยบาย เป็นกลยุทธ์ที่ตอบสนองแผนงานขององค์การ Program Objective
2.      กลยุทธ์ระดับโครงการ Project Purpose เป็นกลยุทธ์ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของโครงการ
3.      กลยุทธ์ระดับกิจกรรม (Activity) เป็นกลยุทธ์ ที่ตอบสนองผลผลิตหลัก ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงาน
ที่มาของแผนงานในองค์การภาครัฐบาล
          1. นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดโดยฝ่ายการเมือง  เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี มติคณะรัฐมนตรี
          2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
          3. พระราชบัญญัติ และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การ
ความแตกต่างของภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐบาล

ภาคธุรกิจเอกชน 
ภาครัฐบาล 
1. วัตถุประสงค์ เน้นการแสวงหากำไร และเน้นตัวชี้วัดการทำกำไร
1. เป้าประสงค์ เน้นทั้งเศรษฐกิจ  สังคม และการเมือง  จึงมีตัวชี้วัด   ที่หลากหลาย
2. ยึดถือกฎเกณฑ์ และระเบียบปฏิบัติขององค์การอย่างยืดหยุ่น
2. ยึดถือกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติขององค์การอย่างเคร่งครัด
3. ไม่มีอิทธิพลแทรกแซงทางการเมืองในการจัดทำแผน
3. มีอิทธิพลแทรกแซงทางการเมืองอย่างมาก
4. ผู้มีส่วนได้เสีย คือ นายจ้าง  ลูกจ้าง ลูกค้า ผู้ให้สินเชื่อ  ผู้ถือหุ้น
4. มีผู้ตรวจสอบ จากหน่วยงานของรัฐ   นักการเมือง  สื่อมวลชน  องค์การ   เอกชน  ประชาชน

ปัญหาในการจัดการเชิงกลยุทธ์
1. ข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต นั้นไม่เป็นจริงใช้เทคนิควิเคราะห์ทางสถิติไม่ถูกต้อง
 หรือตัวแปรไม่ครบถ้วน
          2. มีการแยกกลุ่มผู้จัดทำแผน กลุ่มผู้วางแผน และกลุ่มผู้ปฏิบัติเป็นคนละกลุ่มกันทำให้ไม่สามารถ
 เชื่อมโยงความคิดกันได้
3. มีการแยกข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) และข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Data)ออกจากกันทำให้การวิเคราะห์ไม่ครบถ้วนเชื่อมต่อกัน
          4.มักนำความรู้สึกและสัญชาติญาณมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์มากกว่าการกำหนดระเบียบวิธีการที่เป็นรูปธรรม
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
-        การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
-        การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ
-        การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การ
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ที่มีผลกระทบต่อองค์การในระยะยาว  ได้แก่
1.  ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
-        อัตราเงินเฟ้อ
-        อัตราดอกเบี้ย
-        อัตราภาษี
-        อัตราการว่างงาน
2.  ปัจจัยด้านเทคโนโลยี
-        การผลิตคิดค้นทางเทคโนโลยีต่างๆ
-        เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม
-        เครื่องคอมพิวเตอร์
-        เทคโนโลยีสารสนเทศ
3.  ปัจจัยด้านการเมืองและกฎหมาย
-        นโยบายของรัฐบาล
-        เสถียรภาพของรัฐบาล
-        การแก้ไขกฎหมาย
-        การปรับปรุงระเบียบปฏิบัติงานต่างๆ
4.  ปัจจัยด้านสังคม
-        โครงสร้างทางเพศ และอายุ
-        ระดับการศึกษา
-        ค่านิยม
-        พฤติกรรมการบริโภค อุปโภค
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
            1.  ผู้บริโภคให้ความเอาใจใส่ในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
            2.  ตลาดผู้สูงอายุขยายตัวมากขึ้น
            3.  ลูกค้าต้องการสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะตัว  เฉพาะกลุ่มมากขึ้น
            4.  เทคโนโลยีทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป
            5.  ครัวเรือนเดี่ยวมีมากขึ้น
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการในภาครัฐบาล
     ในองค์การภาครัฐบาล สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการมาจากองค์ประกอบสำคัญ  5  ประการ  ได้แก่
            1.  สภาพปัญหาของสาขาการพัฒนา หรือภาคบริการ (การศึกษา การอนามัย)
            2.  ผู้รับผลประโยชน์และผู้รับบริการ  พิจารณาจากลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย
            3.  ความต้องการของสังคมต่อการได้รับบริการ โดยวิเคราะห์ ปัจจัยที่เอื้อและเป็นอุปสรรคทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  และเทคโนโลยี
4.  ความพร้อมของภาครัฐในการให้บริการ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
            5.  กลุ่มบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เกี่ยวกับการให้บริการ รวมทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน
การดำเนินการตามแผนงาน
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการในภาคเอกชน มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญคือ
1.    การวิเคราะห์แรงผลักดันทั้ง 5
2.    การวิเคราะห์วงจรอุตสาหกรรม
3.    การวิเคราะห์แผนที่กลุ่มธุรกิจ
การวิเคราะห์แรงผลักดันทั้ง  5 (Five Forces  Model)
                เป็นการวิเคราะห์แรงผลักดันที่สำคัญ  5  ประการ  ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ  ได้แก่
            1  การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่
            2  การแข่งขันในอุตสาหกรรม
            3  การคุกคามจากสินค้าทดแทน
            4  อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ
            5  อำนาจต่อรองของผู้ขาย

1  การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ – ข้อจำกัด
-        การประหยัดเนื่องจากขนาด
-        ความแตกต่างในผลิตภัณฑ์
-        ความต้องการเงินลงทุน
-        ต้นทุนในการเปลี่ยนสินค้า
-        ความจงรักภักดีในตราสินค้า
-        การเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่าย
-        นโยบายรัฐบาล
-        ความไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และ สิทธิบัตร
-        ผลกระทบของประสบการณ์ในการผลิต
2  การแข่งขันในอุตสาหกรรม
-        จำนวนคู่แข่งขัน  ขนาดและศักยภาพของคู่แข่ง
-        อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม
-        ลักษณะของสินค้าและบริการ
-        จำนวนต้นทุนคงที่
-        อุปสรรคในการออกจากอุตสาหกรรม
3  ภาวะคุกคามจากสินค้าทดแทน
-        ระดับราคาของสินค้าทดแทน
-        ความสามารถในการตอบสนองความพึงพอใจผู้บริโภคของสินค้าทดแทน
-        ความยากง่ายในการที่ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทน
4  อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ
-        ปริมาณการซื้อของผู้ซื้อ เทียบกับยอดขายทั้งหมด
-        ความสามารถของผู้ซื้อในการเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นเอง
-        จำนวนผู้ขายสินค้า
-        ต้นทุนในการเปลี่ยนสินค้า (Switching Cost) ของผู้ซื้อ
-        ข้อมูลและการเข้าถึงแหล่งข้อมูลของผู้ซื้อในเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ราคา และต้นทุนเพื่อการต่อรอง
5  อำนาจต่อรองของผู้ขาย
-        จำนวนผู้ขาย
-        ลักษณะเฉพาะของสินค้าและบริการ
-        การมีสินค้าทดแทนในตลาด
-        การขยายธุรกิจของผู้ขายไปสู่การผลิตสินค้าที่เคยซื้อ
ผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ได้แก่รัฐบาล ชุมชน ท้องถิ่นเจ้าหนี้ สมาคมการค้า ผู้ถือหุ้น องค์กรเอกชน ผู้บริโภค

การวิเคราะห์วงจรอุตสาหกรรม (Industry  Life Cycle)  วงจรชีวิตอุตสาหกรรม  มี  5  ขั้นตอน  คือ
            1.  ระยะเริ่มต้น
            2.  ระยะเติบโต
            3.  ระยะชะลอการเติบโต
            4.  ระยะอิ่มตัว
            5.  ระยะถดถอย
การวิเคราะห์แผนที่กลุ่มธุรกิจ
               (Strategic Group Mapping)
            เป็นการวิเคราะห์ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่มีกลยุทธ์และทรัพยากรคล้ายคลึงกัน  เพื่อสร้างความเข้าใจในสถาพการแข่งขันในอุตสาหกรรม     โดยเลือกลักษณะ  2  อย่าง  ที่ทำให้เห็นความแตกต่าง      ของบริษัทเหล่านี้  เช่น ราคา   ขอบเขตการแข่งขัน  ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นต้น

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน
เป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง – จุดอ่อนในองค์การ เพื่อให้เข้าใจถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์การ
q   องค์การมีทรัพยากรที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน    หรือไม่
q   คู่แข่งมีทรัพยากรนั้นหรือไม่
q   หากคู่แข่งต้องการเลียนแบบ จะมีต้นทุนเกิดขึ้นหรือไม่
q   องค์การมีการจัดการทรัพยากรนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ    หรือไม่
แนวทางการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ทำได้โดยการวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่าและการวิเคราะห์ปัจจัยภายในตามสายงาน
การวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain Analysis)
เป็นการทำความเข้าใจว่า   สินค้าขององค์การมีกระบวนการอย่างไรในห่วงโซ่แห่งคุณค่า      ซึ่งก็คือ การเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างคุณค่าให้แก่องค์การ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการส่งสินค้าสู่ผู้บริโภคทั้งนี้เพื่อหาความชำนาญหลักของบริษัท
การวิเคราะห์ ห่วงโซ่แห่งคุณค่า มีขั้นตอนดังนี้
1.  การตรวจสอบห่วงโซ่แห่งคุณค่าในแต่ละขั้นจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดสินค้าและบริการ  กิจกรรมใด
นับเป็นจุดแข็งและจุดอ่อน
            2. ตรวจสอบความเชื่อมโยงของแต่ละกิจกรรมว่าแต่ละกิจกรรมสามารถส่งมอบคุณค่าใดให้แก่กิจกรรมถัดไป และองค์การสามารถส่งมอบคุณค่าจากกิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่าให้แก่ลูกค้าได้อย่างไร
การวิเคราะห์ปัจจัยภายในตามสายงาน
            เป็นการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์การเพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง   และจุดอ่อน  รวมถึงการวิเคราะห์ความสามารถของทรัพยากรบุคคล   ในแต่ละหน่วยงานในการกำหนดวัตถุประสงค์  กลยุทธ์       และนโยบาย
ตลอดจนการนำวัตถุประสงค์ กลยุทธ์      และนโยบาย  ไปใช้ในการปฏิบัติงานด้วย
1.  การวิเคราะห์การตลาด (Marketing)
-        การวิเคราะห์ ตำแหน่งทางการตลาด (Market Position)     โดยการตอบคำถามว่า ใครคือลูกค้าของเรา  เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของตนได้ (market segmentation)
-        การวิเคราะห์ ส่วนผสมทางการตลาด (market mix) ซึ่งได้แก่     ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการขาย   เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
-        การวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (product life cycle) ซึ่ง    แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับมูลค่ายอดขายของผลิตภัณฑ์นั้นเพื่อการวางส่วนผสมทางการตลาดที่เหมาะสม
2. การวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Issues)เป็นการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ  ทางการเงินที่สำคัญ  ได้แก่
-        การตัดสินใจลงทุน  โดยดูถึงระยะเวลาคืนทุนอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ  จุดคุ้มทุน
-        โครงสร้างทางการเงิน  เช่น  สัดส่วนหนี้ต่อทุนการวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน  ความเสี่ยงในการก่อหนี้  ความสามารถในการทำกำไร
3. การวิจัยและพัฒนา  (Research and  Development Issues)
-        การตัดสินใจเลือกทางเลือกด้านเทคโนโลยี    ใหม่มาใช้ในองค์การ
-        การพัฒนาวิธีการในการนำเทคโนโลยี    ใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต
-        การจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมต่อ การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ 
            การวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น
-      การวิจัยพื้นฐาน-เป็นการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่   ในห้องทดลอง
-      การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์-สร้างผลิตภัณฑ์   ใหม่
-      การวิจัยและพัฒนากระบวนการ เช่น การพัฒนา   ด้านวิศวกรรม   การควบคุมคุณภาพ    การปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนและจำนวน   ของเสีย
4. การดำเนินการ (Operation  Issues) เป็นการวิเคราะห์การดำเนินการผลิต  และการให้บริการ รวมทั้งการใช้เครื่องจักรและแรงงาน
-        กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง-เน้นการผลิต    จำนวนมาก
-        กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง-เน้นกลุ่ม    เป้าหมายเฉพาะ
5.  การบริหารทรัพยากรบุคคล
-        การวิเคราะห์ลักษณะงาน
-        การสรรหาและคัดเลือกพนักงาน
-        ระบบผลตอบแทน และระบบจูงใจพนักงาน
-        การประเมินผลการทำงาน
-        การอบรมและพัฒนา
-        การบริหารแรงงานสัมพันธ์

ข้อสอบออกแนวที่นำเสนอ Swot Analysis  โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ

กรณีศึกษา
บริษัทสยามกระดาษ
Q&A
vichai_tho@hotmail.com08-9129-2929

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวๆ ข้อสอบ PA 709 อาจารย์พีระพงศ์ ภักคีรี

1.  ความสัมพันธ์ของพลวัตร ที่เกี่ยวข้องกับ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) นวัตกรรมกระบวนการ(Process Innovation) เป็นอย่างไร ? กระบวนการการจัดการความรู้ สามารถนำมาสร้างนวัตกรรมได้อย่างไร ?
ตอบ
1. นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)
            คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้นในเชิงพาณิชย์ที่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือ เป็นสิ่งใหม่ ในตลาด นวัตกรรมนี้อาจจะเป็นของใหม่ ต่อโลก ต่อประเทศ องค์กรหรือแม้แต่ตัวเราเองนวัตกรรมผลิตภัณฑ์นั้นยังสามารถถูกแบ่งออกเป็น
        -  ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้้ (Tangible product) หรือ สินค้าทั่วไป (goods) เช่น รถยนต์รุ่นใหม่ , สตรอเบอรีไร้เมล็ด, High Definition TV (HDTV), Digital Video Disc (DVD), etc.
        -  ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้(Intangible product) หรือ การบริการ (services) เช่น package ทัวร์อนุรักษ์ธรรมชาติ, Telephone Banking, การใช้ internet, การให้บริการที่ปรึกษาเฉพาะด้าน, กฎหมายทาง IT, etc.

      2. นวัตกรรมขบวนการ (Process Innovation)
       
เป็นการเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการผลิตสินค้าหรือการให้บริการในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม นวัตกรรมขบวนการแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
           - นวัตกรรมขบวนการทางเทคโนโลยี  (Technological process Innovation)  เป็นสินค้าทุนที่ถูกใช้ในขบวนการผลิต ซึ่งหน่วยของ real capital หรือ material goods ซึ่งถูกปรับปรุงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ (productivity growth) ซึ่งก่อนหน้านั้น มันเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเป็น product innovation เมื่อ มันถูกผลิตขึ้น และเป็น process innovation เมื่อมันถูกนำไปใช้ในโรงงานผลิตรถยนต์ เป็นต้น
           - นวัตกรรมขบวนการทางองค์กร (Organisational process Innovation) เป็นขบวนการที่เพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของการจัดการองค์กรณ์ให้สูงขึ้น  โดยใช้การลองผิดลองถูก (Trial and Error) และ การเรียนรู้จากการลองทำด้วยตนเอง (learning-by-doing) โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามรถในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพียงอย่างเดียว เช่น Just In Time (JIT), Total Quality Management  (TQM), Lean Production  ตัวอย่างของนวัตกรรมชนิดนี้เช่น โรงพยาบาล Karolinska ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สามารถลดเวลาในการรอตรวจรักษาของผู้ป่วยลงได้กว่า 75% โดยการจัดรูปแบบขององค์กรณ์ใหม่ซึ่งเน้นหนักในด้าน คุณภาพ ความรวดเร็ว และ ประสิทธิภาพ
โดยธรรมชาตินวัตกรรมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมกระบวนการ มีความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นอย่างมาก เมื่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ลดลง อัตราการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมกระบวนการเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการออกแบบกระบวนการผลิตให้เป็นมาตรฐาน เพื่อช่วยลดตนทุนการผลิต และผลิตครั้งละในปริมาณที่มาก
ช่วงระยะเวลาของตัวแบบพลวัตรทางนวัตกรรม  แบ่งช่วงระยะเวลาออกเป็น 3 ช่วง คือ
1) ไม่แน่นอน (Fluid)
2) ถ่ายโอน (Transitional)
3) เฉพาะเจาะจง (Specific)
ที่ซึ่งในแต่ละช่วงเวลามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ
1) อัตราการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม (Rate of Innovation)
2) คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์
3) คุณลักษณะของกระบวนการ
4) คุณลักษณะขององค์การ
ช่วงระยะเวลาไม่แน่นอน (The Fluid Phase) ความไม่แน่นอนเกิดขึ้น 2 รูปแบบ คือ
1) กลุ่มเป้าหมาย (Target Market)
2) เทคโนโลยีที่จะนำมาเสนอผู้ผลิต
เงื่อนไข
1. เป็นช่วงระยะเวลาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
2. ก่อให้เกิดวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี
3. อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์มีอัตราการที่รวดเร็ว
4. ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีใหม่ถูกนำเสนอแก่ตลาดในช่วงนี้มักจะมีราคาแพง
5. ยังอาจจะหามาตรฐานที่แท้จริงยังไม่ได้ แต่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือตลาดนิช (Niches Market)
ช่วงระยะเวลาถ่ายโอน (Transitional Phase)
เงื่อนไข
1. ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจากตลาด
2. ผู้ประกอบการของธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น
3. เกิดแบบผลิตภัณฑ์มาตรฐาน (Dominant Design) ขึ้น
4. การแข่งขันมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะที่มีความเฉพาะที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
5.  ลูกค้ามีความเข้าใจในสินค้าหรือบริการมากขึ้นด้วยเช่นกัน
6.  ผู้ประกอบการก็ปรับตัวเองจากการเป็นผู้ประดิษฐ์ มาเป็นผู้ผลิตที่เน้นและให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าในปริมาณมาก
7.  นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมกระบวนการเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์และมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ช่วงระยะเวลาเฉพาะเจาะจง (Specific Phase)
เงื่อนไข
1. กระบวนการผลิตให้ความสำคัญกับคำว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency)
2. อัตราส่วนระหว่างคุณภาพกับต้นทุนเป็นเรื่องพื้นฐานของการแข่งขัน
3. สินค้าและบริการเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในตลาด
4. ความแตกต่างของสินค้าและบริการระหว่างคู่แข่งขันนั้นมีความแตกต่างกันไม่มากนัก
5. นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมกระบวนการเป็นเรื่องเดียวกัน
6. การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ) เป็นเรื่องยากมีต้นทุนสูงในการเปลี่ยนแปลง และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายในการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจากตลาด
กระบวนการการจัดการความรู้
1. Define การกำหนดองค์ความรู้ที่ต้องการ ความรู้หลักที่จำเป็นต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่ม
2. Create การเสาะแวงหาความรู้ที่ต้องการ และการสร้างความรู้ เพื่อการนำมาใช้งาน
3. Capture การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้ขึ้นเอง บางส่วนเพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งาน
4. Share การแบ่งปัน การแลกเปลี่ยน การกระจาย และการถ่ายโอนความรู้
5. Use การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์การจัดเก็บ
องค์ประกอบของการการจัดการความรู้
1. คน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด คือเป็นทั้งแหล่งความรู้ แสวงหาความรู้ คัดเลือกความรู้ สร้างความรู้ และใช้ประโยชน์จากความรู้
2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสนับสนุนเพื่อการเสาะแสวงหาความรู้ที่ต้องการ การสร้างความรู้ เพื่อการนำมาใช้งาน และเพื่อการจัดเก็บความรู้
3. กระบวนการหรือระบบ เป็นการบริหารจัดการกับความรู้เพื่อนำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้าง  “นวัตกรรม”

แนวข้อสอบอาจารย์ดำรง(pa709)


 แนวคิด/ทฤษฎีใด ที่สามารถพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนมั่นคงได้  ?

 แนวคำตอบ  คือทฤษฎีเศรษกิจพอเพียง  ( ให้เปรียบเทียบเศรษกิจพอเพียงกับNPM )
สรุป
จะเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีมาตราที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือ
มาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรา ๗๘ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
(๒) จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
หลักเศรษฐกิจพอเพียง 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ได้พระราชทานมาโดยตลอดนับแต่เสด็จขึ้นครองราชย์  โดยทรงมุ่งเน้น “ทางสายกลาง”  สำหรับการดำเนินวิถีชีวิตคนไทยในทุกระดับชั้น  ตามหลักการแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่มุ่งเน้นเรื่องของพัฒนาที่สมดุลเพื่อตอบรับกับโลกาภิวัฒน์และป้องกันถึงผลกระทบที่มาจากภายในและภายนอกที่เกิดขึ้น

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น  ประกอบด้วยสามองค์ประกอบและสองเงื่อนไข
สามองค์ประกอบได้แก่ 
1.             ความพอประมาณ 
2.             ความมีเหตุมีผล 
3.             และต้องการมีระบบภูมิคุ้มกันในตนเองดี
(ซึ่งเป็นความสามารถในการเผชิญกับผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอก)
สองเงื่อนไข  ที่จะทำให้ความพอเพียงประสบความสำเร็จ  คือ 
1.             เงื่อนไขทางความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม  -- เงื่อนไขทางความรู้ได้แก่  การวางแผนที่ละเอียดรอบครอบ  การใช้ความรู้อย่างระมัดระวัง  และการนำแผนไปปฏิบัติ
2.             เงื่อนไขคุณธรรมได้แก่ความซื่อสัตย์และคุณธรรมในตนเองพร้อมทั้งมีชีวิตที่มีความเพียรพยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

ดังนั้นหากนำมาเปรียบเทียบกับหลักการบริหารงานรภาครัฐแนวใหม่ (NPM ; New Public Management) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ คือ
1.             การปรับให้เข้า สู่ระบบ การตลาด  (marketization)
2.             การแข่งขันและประสิทธิภาพ
3.             การปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความทันสมัย (managerialization)
4.             ผลสัมฤทธิ์ คุณภาพ ประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  ความคุ้มค่าเงิน

โดยมีปรัชญาการบริหารภาครัฐของไทยในศตวรรษใหม่:แนวโน้ม ทิศทาง และความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง ดังนี้คือ
1. การกระจายอำนาจทางการบริหาร
2.  การแปรสภาพกิจกรรมของรัฐเป็นกิจกรรมเอกชน
3.  การนำระบบการประเมินผลแบบเปิดไปใช้ในหน่วยงานของรัฐ
4.  การปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ล้าหลัง
5.  การปฏิรูประบบงบประมาณของไทย
6.  ปรัชญาการบริหารภาครัฐจะต้องทำลายการผูกขาดของรัฐ

ดังนั้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่(NPM)อันเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่ภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการความสำเร็จอย่างยั่งยืนมีดังต่อไปนี้
1.              มองการณ์ไกลในการบริหารจัดการและตัดสินใจในเชิงนโยบาย  ไม่มุ่งผลในระยะสั้น  แต่คิดถึงอนาคต
2.             ให้คุณค่าแก่พนักงานอย่างจริงใจและพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง  หลีกเลี่ยงให้พนักงานออกแม้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  เพราะมนุษย์ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ
3.             มีความจริงใจและหวังดีต่อผู้มีส่วนได้เสีย  สังคมและประชาชนส่วนใหญ่ในอนาคต
4.             ให้ความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทั่วทั้งองค์กรไม่ใช้เฉพาะในผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการ
5.             นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาไม่สูงมาใช้  รวมทั้งเทคโนโลยีในประเทศ
6.             จะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
7.             ขยายกิจการหรือการดำเนินงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เมื่อพร้อมทุกด้าน
8.             การแบ่งปัน  รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ  ให้ประโยชน์เกิดแก่ประชาชนส่วนใหญ่
9.             จะต้องมีคุณธรรม  อดทน  ประหยัด  และมีความขยันหมั่นเพียร
การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาหลักในการจัดทำแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงให้ลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนฯ ว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง  “เศรษฐกิจพอเพียงไม่เคยชี้ว่า การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งไม่ดี ใครพูดแบบนั้น แสดงว่าเข้าใจหลักการไปคนละทาง เศรษฐกิจพอเพียง คือการสร้างความเชื่อมต่อระหว่างแนวทางการพัฒนาต่างๆ อย่างสอดคล้องและสมดุลกัน เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นเหมือนห่วงคล้อง ทั้งเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือเรื่องอื่นๆ เข้าด้วยกัน การจัดทำแผนต่างๆ ที่มีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐาน ต้องระลึกอยู่เสมอว่าในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน ไม่มีแผนที่เหมาะสมกับทุกที่ภายใต้ความหวังดีของส่วนร่วม”
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานให้ประชาชนดำเนิน ตามวิถีแห่งการดำรงชีพที่สมบูรณ์ ศานติสุข โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ และใจตนเป็นที่สำคัญ ซึ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งมานั้น แท้ที่จริง คือ วิถีชีวิตไทยนั่นเอง วิถีชีวิตไทยที่ยึดเส้นทางสายกลางของความพอดี เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์    โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้ม แข็งรักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่างๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเท่าทัน และนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทยในที่สุด